“พงษ์เดช”เผย “ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง”วันเเรกมีคนสนใจใช้บริการ จัดความพร้อมเจ้าหน้าที่ศาลอำนวยความสะดวกประชาชน เปิดหลายช่องทางทั้งระบบ CIOS-ไปรษณีย์หวังยุติข้อพิพาทเป็นธรรมเท่าเทียม เข้าถึงยุติธรรม ไม่มีค่าใช้จ่าย ลดภาระหนี้จากโควิด
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงการจัดระบบไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี ที่มีผลบังคับใช้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 20 ตรี ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า วันนี้เป็นวันเปิดทำการราชการวันเเรก ตั้งแต่ช่วงเวลา 8.00 น. ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาล 220 แห่งทั่วประเทศ อาทิเช่น ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลจังหวัดชัยบาดาล และศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีประชาชนยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ที่ศาลโดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ประชาชน และอีกจำนวนหนึ่งได้มีการยื่นคำร้องผ่านระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม หรือระบบ CIOS ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์
โดยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาทางศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลทั่วประเทศมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่พร้อมในการให้คำแนะนำแก่ประชาชนในเรื่องการยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง รวมถึงด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องผ่านระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมหรือระบบ CIOS ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมมีแนวทางและกำหนดรูปแบบทิศทางการให้บริการประชาชนของศูนย์ไกล่เกลี่ย ประจำศาลดังนี้
1. เป้าหมายสำคัญคือให้บริการประชาชนให้เข้าถึงศาลได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่เดือดร้อนแต่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องดำเนินคดี และเน้นไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของชุมชน หรือข้อพิพาทเรื่องเดือดร้อนรำคาญของเพื่อนบ้าน ที่ดิน มรดก เป็นต้น เป้าหมายกลุ่มนี้ศาลยุติธรรมได้จัดเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือแนะนำให้เป็นพิเศษ ซึ่งรองรับนโยบายของนางเมทินี ชโลธร ประธานฎีกาในการดูแลเยียวยาผู้เสียหาย
2. สำนักงานศาลยุติธรรมจัดช่องทางในการ ยื่นคำร้องเพื่อขอรับบริการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องทั่วประเทศ โดยคำนึงถึงความสามารถด้านเทคโนโลยีและความสะดวกของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการยื่นแบบออนไลน์และยื่นคำร้องกระดาษ โดยสามารถส่งไปรษณีย์หรือทางรับส่งพัสดุภัณฑ์ได้ด้วย และไม่เคร่งครัดกับรูปแบบคำร้อง ใช้กระดาษแผ่นเดียวเขียนเป็นจดหมายส่งไปรษณีย์มาถึงศาลก็ได้ แต่ต้องมีข้อมูลพอสังเขปโดยเฉพาะที่อยู่ของคู่กรณี ที่สำคัญคือ กระบวนการทั้งหมดไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล จึงเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
นายพงษ์เดช กล่าวต่อว่า ประโยชน์ของกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องนั้นแสดงให้เห็นชัดถึงทางเลือกในการยุติข้อพิพาทอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และสันติวิธี โดยมีศาลยุติธรรมเป็นผู้ให้บริการ สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2563 – 2564 เรื่อง ความเสมอภาค ที่ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะการลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลาในการดำเนินคดี และปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม รวมถึงการกระจายการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19
ซึ่งข้อดีและประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องนั้นสามารถยุติข้อพิพาทได้ โดยคู่กรณีไม่ต้องนำคดีมาฟ้องกันอีก ทำให้ประหยัดเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณา ไม่ต้องมีการสืบพยานกัน หรือต้องจัดเตรียมเอกสารจำนวนมากเพื่อสืบพยาน แต่เป็นการตกลงกันระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญยังมีผู้ประนีประนอมซึ่งต้องขึ้นทะเบียนไว้กับศาล ช่วยไกล่เกลี่ยและหาทางออกร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยสามารถเสนอให้ผู้พิพากษาออกคำพิพากษาตามยอมได้ หากข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายและข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ในอนาคตหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม คำพิพากษาตามยอมดังกล่าว ก็สามารถบังคับได้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โดยไม่ต้องมายื่นฟ้องใหม่ในศาลให้เป็นคดีใหม่อีก ลดความยุ่งยากและการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่คู่กรณีแต่ละฝ่ายจะให้ทนายความของตนมาร่วมไกล่เกลี่ยด้วยก็ได้ และที่จะเป็นประโยชน์ที่สุด คือ ขั้นตอนตั้งแต่ยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ไม่เสียค่าขึ้นศาลทั้งกระบวนการ นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถเลือกช่องทางที่สะดวกที่สุดในการยื่นคำร้อง ไม่ว่าจะยื่นที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลที่มูลคดีเกิด หรือยื่นทางระบบออนไลน์ที่เรียกว่า ระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (ระบบ CIOS) หากไม่เข้าใจหรือมีข้อขัดข้องใดๆ ประชาชนก็สามารถเลือกสอบถามได้ทุกช่องทาง เช่น OPEN CHAT LINE, FACEBOOK หรือโทรศัพท์สอบถาม สำนักงานศาลยุติธรรมได้วางแผนและกำหนดทิศทางในการดำเนินการเพื่อให้บริการประชาชนอย่างครบทุกรูปแบบและต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เสมือนเป็น ONE STOP SERVICE ในรูปแบบของ D-COURT 2020
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง มีรายละเอียดดังนี้
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 ตรีวรรคหนึ่งประกอบมาตรา 20 ทวิวรรคสามแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกข้อกำหนดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ข้อกำหนดนี้เรียกว่า“ ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง พ.ศ.2563”
ข้อ 2 ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ในข้อกำหนดนี้“ คำร้อง” หมายความว่าคำร้องขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง”เจ้าหน้าที่” หมายความว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาล
ข้อ 4.การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามมาตรา 20ตรีแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้เป็นไปตามข้อกำหนดนี้กรณีที่มิได้บัญญัติไว้ในข้อกำหนดนี้โดยเฉพาะให้นำข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 20ทวิมาใช้บังคับแก่การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องด้วยโดยอนุโลม
ข้อ 5.การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามข้อกำหนดให้ใช้ได้กับข้อพิพาททางแพ่งทุกลักษณะเว้นแต่เป็นกรณีต้องห้ามตามข้อ9
ข้อ 6.การยื่นคำร้องให้ทำเป็นหนังสือโดยระบุชื่อและภูมิลำเนาของคู่กรณีที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรายละเอียดของข้อพิพาทหรือใช้แบบพิมพ์ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมประกาศกำหนด
ข้อ7.การยื่นคำร้องอาจดำเนินการได้โดยทางไปรษณีย์ผู้รับส่งพัสดุภัณฑ์โทรสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมประกาศกำหนด
ในกรณีที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจให้เจ้าหน้าที่แนะนำผู้ร้องตามสมควรแก่กรณีเพื่อให้สามารถยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้
ข้อ8.ให้เจ้าหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากผู้ร้องเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลว่ามีเหตุผลสมควรที่จะรับคำร้องไว้ไกล่เกลี่ยหรือไม่
ในกรณีมีข้อสงสัยศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็ได้
เอกสารหรือหลักฐานที่ได้ยื่นในชั้นนี้ให้รวบรวมไว้เพื่อใช้ในการไกล่เกลี่ยต่อไป
ข้อ 9.กรณีดังต่อไปนี้มิให้รับคำร้องไว้ไกล่เกลี่ย (1) เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าการยื่นคำร้องเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนาเอาเปรียบคู่กรณีหรือบุคคลอื่น
(2) เมื่อปรากฏว่ามีการนำข้อพิพาทตามคำร้องไปยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลใดศาลหนึ่งไว้แล้วโดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ความในคดีนั้น
(3) เมื่อปรากฏว่าข้อพิพาทตามคำร้องเคยได้รับการดำเนินการไกล่เกลี่ยตามข้อกำหนดนี้แล้ว แต่ไม่เป็นผลเว้นแต่พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปโดยระบุพฤติการณ์เช่นว่านั้นมาในคำร้อง
(4) เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์หรือลักษณะของข้อพิพาทแล้วไม่เป็นสาระที่จะดำเนินการไกล่เกลี่ย
ข้อ 10.ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องแล้วหากความปรากฏว่าคำร้องนั้นต้องห้ามตามข้อ 9 หรือคู่กรณีฝ่ายใดนำข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ยไปฟ้องร้องอีกฝ่ายหนึ่งให้รับผิดทางแพ่งก็ให้ศาลสั่งให้ยุติการไกล่เกลี่ยได้
ข้อ11.การสอบถามความสมัครใจของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในการเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยหรือการติดต่อประสานงานระหว่างศาลกับคู่กรณีอาจดำเนินการโดยทางโทรศัพท์หรือโดยวิธีการตามที่กำหนดไว้ในข้อ7ก็ได้
ข้อ 12.เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความศาลอาจสั่งให้คู่กรณีให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเพิ่มเติมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้
ข้อ 13.เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามข้อกำหนดนี้ไปในทางที่มิชอบในการทำข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นหนังสือคู่กรณีต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองเว้นแต่เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและได้รับอนุญาตจากศาล
ข้อ14.การขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องยื่นคำขออย่างช้าในวันที่ทำข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความโดยแสดงถึงเหตุผลความจำเป็นในการร้องขอ
ถ้าศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีความจำเป็นที่สมควรจะมีคำพิพากษาไปทันทีในเวลานั้นก็ให้ศาลมีคำพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไปได้ แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่สมควรจะมีคำพิพากษาในเวลานั้น ก็ให้สั่งยกคำขอ
ข้อ 15.กรณีมีความจำเป็นที่สมควรจะมีคำพิพากษาตามข้อ 14 วรรคสองให้รวมถึง
(1) ตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้คู่กรณีกระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดหรือต้องดำเนินการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่หรือหากไม่มีคำพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วอาจเกิดข้อขัดข้อง
(2) พฤติการณ์หรือลักษณะของข้อพิพาทอาจเกิดข้อพิพาทขึ้นอีกหรือความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น
(3) กรณีมีภาวะความจำเป็นทางเศรษฐกิจระบบการเงินการลงทุนหรือการบริหารจัดการในภาครัฐ
(4 ) กรณีมีความจำเป็นอื่นใดที่ต้องมีคำพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่คู่สัญญาทุกฝ่าย
ข้อ 16.กรณีใดที่ศาลมีคำพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความให้ถือสำนวนไกล่เกลี่ยเป็นสำนวนความและให้ศาลจดแจ้งรายงานกระบวนพิจารณารวมไว้ในสำนวนให้จัดทำสารบบความและสารบบคำพิพากษาสำหรับคดีตามวรรคหนึ่งเช่นเดียวกับคดีที่มีการยื่นฟ้องโดยแยกจากคดีทั่วไปและให้เรียกผู้ยื่นคำร้องเป็นโจทก์คู่กรณีอีกฝ่ายเป็นจำเลย
ข้อ 17.ในกรณีจำเป็นต้องมีวิธีการใดในทางธุรการเพื่อให้การปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้เป็นไปโดยเรียบร้อยให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้กำหนดวิธีการนั้น
ข้อ 18ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามข้อกำหนดนี้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี สามารถติดตามได้ตามช่องทางต่อไปนี้
1. เว็บไซต์สำหรับการไกล่เกลี่ยของศาลยุติธรรมทั่วประเทศ https://mediation.coj.go.th/
2. เว็บไซต์สำนักส่งเสริมงานตุลาการ https://oja.coj.go.th/th/page/item/index/id/1
3. โทรศัพท์ 0 2512 8498, 0 2512 8501 – 2
4. OPEN CHAT LINE “การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง” และ “Online Mediation”
5. Facebook เพจไกล่เกลี่ย สำนักงานศาลยุติธรรม COJ-Mediation และเพจสื่อศาล
6. Youtube : PR COJ
7. Twitter : @PR_COJ








