ผปค. นร.สารสาสน์ฯ-ทนายรณณรงค์ มาตามนัดอัยการสูงสุด เรียกค่าเสียหายรายละ 5 ล้าน

10.11.20 | 10:53 น.

ผู้ปกครอง นร.สารสาสน์ฯ – ทนายรณณรงค์ มาตามนัดอัยการสูงสุดเจรจาไกล่เกลี่ย เรียกค่าเสียหายรายละ 5 ล้าน คดีทำร้ายเด็ก ส่วนผู้แทน รร.สารสาสน์ ไม่มา

วันที่ 10 พ.ย. 2563 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์ราชพฤกษ์ เดินทางมาตามที่อัยการสูงสุดนัดกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์ฯ และผู้แทนโรงเรียนสารสาสน์ฯ เจรจาไกล่เกลี่ยครั้งแรก กรณีครูและพี่เลี้ยงทำร้ายเด็กนักเรียนภายในโรงเรียนสารสาสน์ฯ

นายรณณรงค์ เปิดเผยว่า กรณีนี้ผู้ปกครองได้ยื่นเรื่องต่ออัยการเพื่อดำเนินการฟ้องคดีทางแพ่ง ซึ่งอัยการได้รับเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และเป็นคดีที่มีการละเมิดสิทธิร้ายแรงต่อเด็ก เพื่อไม่ให้โรงเรียนอื่นเอาเป็นแบบอย่าง โดยผู้ปกครองเรียกค่าเสียหายเยียวยาสภาพจิตใจรายละ 5 ล้านบาท รวมเป็นจำนวนมากกว่า 130 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าไม่มากเกินไป เพราะแพทย์ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าอาการของเด็กที่ถูกทำร้ายจะหายจากการหวาดกลัวนานเพียงใด ซึ่งไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลย ส่วนวันนี้ตัวแทนทางโรงเรียนจะมาหรือไม่นั้น ทางอัยการสูงสุดก็จะดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งตามขั้นตอนอยู่แล้ว

ด้านผู้ปกครอง เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาพจิตใจลูกยังมีอาการหวาดผวา อารมณ์รุนแรง จนบางครั้งมีอาการทำร้ายตนเอง ส่วนอีกรายจะปิดประตูห้องทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังๆ อยากให้เข้าใจว่าลูกถูกทารุณกรรม ไม่ทราบว่าสภาพจิตใจกลับมาใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติได้เมื่อไหร่ เงินเยียวยา 5 ล้านบาท ถือว่าไม่มากหากเทียบกับสภาพจิตใจของลูกและค่ารักษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมาโรงเรียนได้คืนค่าเล่าเรียน 1 เทอมให้กับทางผู้ปกครองแล้ว แต่ในเรื่องอื่นๆ เช่น ค่ารักษาทางจิตเวช ทางโรงเรียนยังไม่ให้ความช่วยเหลือ หากที่ผ่านมาทางโรงเรียนออกมารับผิดชอบคิดว่ายอดเงินจะไม่สูงเท่านี้ แต่โรงเรียนกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ

ส่วน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า วันนี้เป็นการนัดไกล่เกลี่ยผู้ปกครองกับทางโรงเรียน เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย เป็นการลดคดีในชั้นศาลได้หากทั้ง 2 ฝ่ายสามารถเจรจาค่าเสียหายร่วมกันได้ โดยการเชิญครั้งนี้อัยการสำนักงานอัยการสูงสุดทำหน้าที่เป็นคนกลาง เพื่อเชิญ 2 ฝ่ายมาพูดคุยอย่างสมัครใจ แต่ทางผู้บริหารโรงเรียนสารสาสน์ฯ ได้ตอบกลับทางจดหมายเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ขอปฏิเสธการไกล่เกลี่ย โดยแจ้งว่าไม่สมัครใจในการพูดคุย มีความประสงค์ให้ศาลตัดสินค่าความเสียหาย ส่วนวันนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะหารือร่วมกับคณะทำงานและผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะทำหนังสือเชิญมาอีกครั้ง หากโรงเรียนไม่สมัครใจมาไกล่เกลี่ย ก็จะทำหน้าที่ในการแนะนำชี้ช่องทางกฎหมายต่อไป

นายประยุทธ กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าในคดีอาญาที่มีการดำเนินคดีกับครูและบุคลากรของโรงเรียนสารสาสน์ฯ ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และ ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ทางศาลแขวงนนทบุรี ได้ทำการฟ้องไปแล้วจำนวน 19 คดี ตัดสินแล้ว 7 คดี ในความผิด 13 กระทง มีคำพิพากษาจำคุกความผิดกระทงละ 15 วันโดยไม่รอลงอาญา ส่วนที่เหลือจะทยอยตัดสินคดีต่อไป

Advertisement

ต่อมา นายประยุทธ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ปกครองเด็กนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์ฯ ที่ถูกทำร้าย ว่า ผลการประชุมระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนและการบังคับคดี (สคช.) จังหวัดนนทบุรี ตามที่อัยการสูงสุดมอบให้เป็นเจ้าภาพนั้น อัยการ สคช.นนทบุรี รายงานว่ามีการฟ้องคดีเกี่ยวกับกรณีนี้ไป 22 คดี ต่อพี่เลี้ยงจุ๋มกับพวก ตัดสินไปแล้วบางส่วน บางคดีจำเลยให้การปฏิเสธ จึงเข้าสู่กระบวนการสืบพยานต่อไป และบางส่วนเพิ่งฟ้องคดี

นายประยุทธ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือเพิ่ม ซึ่งโรงเรียนสารสาสน์ฯ ไม่มาเจรจา โดยคุยกับผู้ปกครองกับหมดแล้ว ในการนำเด็กเข้าแผนฟื้นฟูบำบัดจิตใจ หมอจะใช้เวลา 30 วัน ในการประสานงานผู้ปกครองนำเด็กเข้าแผนฟื้นฟูบำบัด และรวบรวมค่าใช้จ่ายประกอบค่าเสียหายเรียกร้องต่อผู้บริหารโรงเรียนต่อไป ทั้งนี้ ทางอัยการจะมีหนังสือเรียกให้ผู้บริหารโรงเรียนมาคุยอีกครั้ง กำหนดนัดเจรจาไกล่เกลี่ยต่อไปประมาณปลายเดือน ธ.ค.นี้

นายประยุทธ อธิบายขั้นตอนในการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยต่อไปว่า ถ้าหากเจรจาได้ อัยการ สคช. เป็นคนกลางพูดคุยจะยุติค่าเสียหายกันได้เพียงใด แต่ถ้าโรงเรียนปฏิเสธไม่มาตามนัดอีกครั้ง กระบวนการเจรจาไม่สามารถดำเนินการได้ อัยการ สคช. มีระเบียบที่จะดำเนินการฟ้องร้อง โดยการจัดทนายความอาสาให้ผู้ปกครองฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อไป ซึ่งรายละเอียดต้องดูความประสงค์ของผู้ปกครองและระเบียบที่เปิดช่อง

ต่อมาเวลา 11.39 น. ตัวแทนผู้ปกครองได้ลงมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม เล่าถึงกรณีที่ผู้แทนโรงเรียนสารสาสน์ฯ ไม่เดินทางมาเจรจา โดยทางโรงเรียนส่งหนังสือระบุอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการเจรจาอยู่ แต่การไม่เดินทางมาเหมือนโรงเรียนบ่ายเบี่ยง พยายามให้ข่าวเงียบ ทั้งที่ตนก็เงียบมาแล้ว รอมานาน ที่ลูกของตนถูกทำร้าย จะไม่ช่วยลูกของตนบ้างหรือ ซึ่งตนทำเพื่อส่วนรวม อยากให้โรงเรียนมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด และมีคุณภาพศึกษาที่ดีขึ้น เรื่องนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่าง พร้อมเรียกร้องให้มีหน่วยงานเอกชนเข้ามาช่วยเหลือด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีครูและพี่เลี้ยงโรงเรียนสารสาสน์ฯ ที่ตัดสินแล้วว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2563 ศาลแขวงนนทบุรีมีคำพิพากษาคดีอาญา กรณีครูพี่เลี้ยงทำร้ายเด็กอนุบาลโรงเรียนสารสาสน์ฯ ดังนี้ 1.คดีหมายเลขดำ 4104/2563 น.ส.โชษิตา ชมเชย หรือครูอิง จำคุก 1 เดือน 2. คดีหมายเลขดำ 4183/2563 น.ส.นิภาพร หรือนิ ปานเพ็ง จำคุก 15 วัน 3.คดีหมายเลขดำ 4107/2563 นางภาลินี หรือกิ๊ก กลิ่นเดช จำคุก กระทงละ 15 วัน รวม 3 กระทง คงจำคุก 45 วัน 4.คดีหมายเลขดำ 4109/2563 น.ส.อาภัสรา ทองสุก หรือครูมิ้ว จำคุก 15 วัน 5.คดีหมายเลขดำ 4206/2563 น.ส.พจนา วะภักดิ์เพชร หรือครูหวาน จำคุก 15 วัน สำหรับคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง ศาลนัดพิจารณาคำร้องคดีส่วนแพ่งในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.