ในวันที่ผู้คนทนต่อความเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่ไหวพากันลุกขึ้นมาต่อต้าน
ในนามของ “อำนาจรัฐ” ได้ตัดสินใจใช้ “ข้อหา” จากสารพัดกฎหมายจัดการผู้ชุมนุม
แต่การบังคับใช้กฎหมายก็มีปัญหาว่า ความผิดของฝ่ายหนึ่ง เจ้าหน้าที่ติดตามไล่ล่าถึงเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล ตามล่าอายัดตัวถึงประตูเรือนจำ จับแล้วจับอีก บุกไปถึงห้องพัก ดักหิ้วคาจานข้าว ควบคุมตัวต่อหน้าลูกเล็กเด็กแดง
หรือว่าคนไม่เท่ากัน
กับความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงจะลงมืออุกอาจกลางที่โล่งแจ้ง โจ๋งครึ่ม อย่าว่าแต่จะออกหมายเรียกหรือขอออกหมายจับเพื่อไล่ล่า แม้สบตาผู้กระทำผิดยังไม่กล้า
ได้แต่บอกว่า จำใบหน้าไม่ได้ !
นี่คือ ยุคสืบทอดอำนาจของ “อดีตผู้นำ คสช.”
“คสช.” ต่างอะไรกับ “รสช.” !!
หลังรัฐประหารเดือน ก.พ.2534 “สุจินดา” ก็ประกาศว่า ไม่สืบทอดอำนาจ
แต่บริวารจัดตั้งพรรคสามัคคีธรรม ให้พวกร่างรัฐธรรมนูญส่งทหารเข้าคุมรัฐสภาผ่าน “วุฒิสมาชิก” มีบท
เฉพาะกาลให้ทหารมีอำนาจแฝงต่อไปอีก 4 ปี
เมื่อเลือกตั้ง พรรคสามัคคีธรรมได้ ส.ส.มากที่สุด แต่คนที่พรรคเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีมีปัญหา
“ผู้เสียสละ” โผล่ออกมาตีหน้าเศร้าว่า “ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ” ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
พอผู้คนออกมาชุมนุมต่อต้านการตระบัตรสัตย์ “สุจินดา” ก็กล่าวหาว่า ยุยงปลุกปั่น ทำลายระบบรัฐบาล
ล้มล้างประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมเป็นพวกผู้ร้ายที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์
ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปตามถนนราชดำเนินโดยไม่มีเหตุอันควร มุ่งหมายจะยกระดับการชุมนุมโดยสันติไปสู่ความรุนแรง สร้างความเกลียดชัง รื้อถอนเครื่องกีดขวาง ขว้างปาทำร้ายเจ้าหน้าที่
เพื่อที่จะอยู่ในเก้าอี้ต่อไป “สุจินดา” ตัดสินใจใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธก่อเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ’35” !
จบลงด้วยความตกต่ำอย่างที่สุดของกองทัพ ถึงขนาดทหารไม่อยากแต่งเครื่องแบบเดินตามถนน
ไม่น่าเชื่อว่า มาถึงวันนี้ ย้อนรอยเสื่อมทุกประการ
จากวาทกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” พลิกเป็น “เราจะทำตามสัญญา-ขอเวลาอีกไม่นาน”
เขียนรัฐธรรมนูญให้หัวหน้า คสช.ตั้ง 250 ส.ว.เอาไว้ให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย
ยิ่งใหญ่อลังการกว่ามีพรรคการเมืองเสียงข้างมากอยู่ในมือ
และเมื่อคนรู้ทันพากันออกมาขับไล่ ก็ใช้มุขเดิม จับกุมผู้ต่อต้าน “ฐานยุยงปลุกปั่น” !?!!

