‘ครม.’ไฟเขียว 330 ล.สร้างเรือนจำเบา 17 แห่ง ฝึกอาชีพ-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนปล่อยนักโทษคืนสู่สังคม ‘ปลัดฯยุติธรรม’ระบุ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ 2559 มีผลแล้ว ยึดหลัก’ความประพฤติ-ความผิด’ เผยนักโทษชั้นดีขึ้นไปได้รับสิทธิ สั่ง 143 คุกทั่ว ปท.ตั้งกรรมการคัดกรองรายชื่อภายใน 4 เดือน
เมื่อเวลา 08.55 น. วันที่ 9 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการประกาศ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2559 เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่า ทางกระทรวงยุติธรรมได้เตรียมรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเสนอร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2559 แล้ว ดังนั้นจึงต้องมาดูรายละเอียดอีกครั้งว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด เนื่องจากเป็นรายละเอียด ยังไม่ได้สอบถาม แต่ทางกระทรวงได้ทำรายละเอียดคู่ขนานเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในวันนี้จะไปสอบถามรายละเอียดที่กระทรวงอีกครั้ง โดยได้ให้แยกเป็นคดีๆ และให้ลงรายละเอียดในแต่ละเรือนจำ และดูว่ามีใครได้รับบ้าง ในคดีใด ซึ่งคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะเป็นไปตามคุณสมบัติที่ระบุแนบท้ายใน พ.ร.ฎ. ดังกล่าว ทั้งนี้ ถือเป็นพระราชอำนาจที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2559 จะมีผลใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา และมีกฎหมายเขียนไว้ว่า ภายใน 120 วัน หรือ 4 เดือน แต่ละเรือนจำจะต้องคัดกรอง ตรวจสอบรายชื่อผู้ต้องขัง และนำเสนอต่อศาลในพื้นที่ให้ศาลพิจารณาอีกครั้งเพื่อออกหมายปล่อย กรณีถ้าผู้ต้องขังรายนั้นๆ ได้รับการปล่อยตัว พ้นเรือนจำ หรือหมายลดวันต้องโทษ ซึ่งเป็นกรณีไป ทั้งนี้ ในความเป็นจริงจะไม่มีตัวเลขปล่อยตัวผู้ต้องขังครั้งหนึ่งเป็นหมื่นคน เพราะวันนี้กฎหมายมีผลใช้บังคับ เรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง จะต้องตั้งกรรมการขึ้นมาก่อน และกรรมการจะต้องประชุมร่วมกัน จึงจะพิจารณาคัดรายชื่อผู้ต้องขังออกมา ก่อนจะส่งไปที่ศาลแต่ละจังหวัด เพื่อรอให้ศาลพิจารณาอีกครั้งในการออกหมายปล่อย หรือหมายลดวันต้องโทษ ดังนั้นจะไม่มีปรากฏการณ์ที่ผู้ต้องขังจะออกมาเป็นหมื่นคนพร้อมกัน
“ในส่วนของมาตรการดูแลความปลอดภัย ถ้าเป็นผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเลยนั้น หากทางเรารู้จำนวนที่แน่นอนคงประสานไปยังจังหวัดต่างๆ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะทราบอยู่แล้วว่ามีใครที่ออกไปบ้าง โดยจะขอความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่คงไม่ถึงขั้นต้องไปสะกดรอยกับกลุ่มคนเหล่านี้
ที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ เพราะอาจจะเป็นการละเมิดสิทธิของเขาได้ โดยจะใช้กระบวนการพอสมควร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าผู้ต้องขังที่ได้รับการอภัยโทษในครั้งนี้ จะต้องเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม ซึ่งเป็นกระบวนการพิจารณาและการคิดมาชั้นหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ จะไม่มีพิธีการปล่อยตัวผู้ต้องขังแต่อย่างใด” นายชาญเชาวน์กล่าว
ปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวด้วยว่า สำหรับหลักเกณฑ์ในปีนี้ที่มองคือ 1.เน้นความประพฤติเป็นหลัก ซึ่งต้องเป็นผู้ต้องขังชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม และ 2.โทษฐานความผิดฐานละเมิดทางเพศ ซึ่งประเด็นนี้ผู้ต้องขังจะไม่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษเลย ทั้งลดวันต้องโทษและปล่อยตัว ส่วนความผิดที่เกี่ยวข้องกับก่อการร้าย ฐานต่อชีวิตและร่างกาย เช่น การฆ่า เป็นความผิดในบัญชีแนบท้าย จึงได้แค่วันลดต้องโทษ ทั้งนี้ ยอมรับว่าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในปีนี้มีความยาก และโดยเฉพาะที่ต้องดูชั้นความประพฤติของผู้ต้องขังเป็นหลัก รวมถึงสถานการณ์ของข้อหาของผู้ต้องขังแต่ละคนด้วย ซึ่งเราดู 2 ส่วนคือ ข้อหาที่ผู้ต้องขังถูกศาลพิพากษากับความประพฤติของผู้ต้องขังที่ต้องเป็นชั้นดีขึ้นไป จึงจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษจาก พ.ร.ฎ.ฉบับนี้
“สำหรับ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ แบ่งเป็น 2 ส่วน ผู้ต้องขังที่รับพระราชทานอภัยโทษ โดยการปล่อยตัวพ้นเรือนจำทันที กับผู้ต้องขังที่ได้รับการลดวันต้องโทษ ตามบัญชีแนบท้ายความผิดที่ระบุ ทั้งนี้ การลดวันต้องโทษขึ้นอยู่กับชั้นนักโทษที่ระบุในหลักเกณฑ์ อาจจะได้เข้าหลักเกณฑ์การพักโทษด้วย ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหลังจากนี้” นายชาญเชาวน์กล่าว
เมื่อถามว่าสัดส่วนการลดโทษครั้งนี้มากกว่าฉบับก่อนหน้านี้หรือไม่ นายชาญเชาวน์กล่าวว่า สัดส่วนการลดโทษของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ บางฐานความผิดจะได้น้อยลง เช่น ฐานความผิดในคดียาเสพติด อย่างในฐานความผิดการผลิตยาเสพติด ต้องดูว่าศาลมีคำพิพากษาตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป ก็จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษน้อยลง นอกจากนี้ เงื่อนไขอีกประเด็นคือ หากผู้ต้องขังคนใดกลับมากระทำผิดอีกครั้งหนึ่งและถูกอัยการฟ้องว่ากระทำผิดซ้ำก็จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้น้อยลง หรือบางข้อหาบางคนก็จะไม่ได้เลย เมื่อถามถึงกลุ่มผู้ต้องขังในคดีการเมือง ปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า คงพูดไม่ได้ เพราะไม่ได้แบ่งเป็นคดีการเมือง แต่ใช้ข้อหาเป็นหลักว่าโดนคดีข้อหาอะไร ความผิดอะไร
เมื่อถามว่า ผู้ต้องขังในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นายชาญเชาวน์กล่าวว่า ความผิดมาตรา 112 ไม่ได้อยู่ในบัญชีท้าย เพราะฉะนั้น จะต้องไปดูเงื่อนไขอื่นๆ
รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์แจ้งว่า สำหรับผู้ต้องขังทั่วประเทศที่จะได้รับสิทธิตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษครั้งนี้มีประมาณ 200,000 คน ที่ได้รับการลดวันต้องโทษ จากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศกว่า 300,000 คน โดยผู้ต้องขังที่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 ปล่อยตัวประมาณ 20,000 ราย เรือนจำแต่ละแห่งจะทยอยปล่อยตัวภายใน 120 วัน โดยเป็นกลุ่มผู้ต้องขังประเภทชรา ป่วย พิการ ทั้งนี้ จำนวนนักโทษที่ได้รับสิทธิครั้งนี้ลดลงจากครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากพิจารณาให้นักโทษชั้นดีขึ้นไป ส่วนระดับชั้นกลางลงมาไม่ได้รับการลดวันต้องโทษหรือพิจารณาปล่อยตัวแต่อย่างใด
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังคดีตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความมั่นคง และความผิดตามมาตรา 112 จะได้ลดวันต้องโทษ ตามมาตรา 7 เนื่องจากความผิดกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ถูกบรรจุในบัญชีความผิดแนบท้าย สัดส่วนการลดวันต้องโทษจะมีจำนวนลดโทษมากกว่ามาตรา 8 ส่วนคดีความผิดกลุ่มคดีทุจริต ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จะได้ลดวันต้องโทษตามมาตรา 8 น้อยกว่ามาตรา 7
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับกลุ่มความผิดผู้ต้องขังคดีสำคัญที่จะเข้าตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะได้รับการลดวันต้องโทษ อาทิ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ผู้ต้องขังคดีทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการเมื่อปี 2542 พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตประธาน กกต.) และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ อดีต กกต. หลังถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 2 ปีในความผิดตามมาตรา 157 กลุ่มผู้ต้องขังคดีธนาคารกรุงไทย เช่น นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย โดยกลุ่มผู้ต้องขังดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาการลดวันต้องโทษตามมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ และหากมีความผิดที่อยู่นอกเหนือก็ลดวันต้องโทษเป็นรายคดีตามหมายขังของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ จำนวนการลดวันต้องโทษจะพิจารณาตามชั้นของนักโทษ
วันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบการใช้งบประมาณ 330 ล้านบาทในโครงการเรือนจำโครงสร้างเบาตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ เพราะอัตราเพิ่มผู้ต้องขังเดือนละ 3,000 คนทั่วประเทศ และในวงรอบ 1 ปี มี 3 รอบโอกาสในการขออภัยโทษแก่นักโทษ เฉลี่ยปล่อยตัวผู้ต้องขังปีละ 27,000-30,000 คน ดังนั้น จะปรับแผนการใช้งบประมาณเดิม 330 ล้านบาทที่จะนำไปปรับปรุงหรือขยายเรือนจำเดิม 5 แห่ง เปลี่ยนเป็นการสร้างเรือนจำเบาจำนวน 17 แห่ง รองรับผู้ต้องหาที่กำลังจะพ้นโทษให้ได้รับการฝึกอบรมอาชีพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนกลับคืนสู่สังคม โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกอาชีพนักโทษ และเป็นมาตรการช่วยลดข้อกังวลทางสังคมที่หวั่นเกรงว่าบุคคลเหล่านี้จะกลับไปมีพฤติกรรมผิดกฎหมายแบบเดิมอีก

