ผู้บริหารบ.อสังหา ร้อง อสส. ขอความเป็นธรรมถูกตร.แจ้งข้อหาค้ายาไอซ์

18.11.20 | 15:20 น.

ผู้บริหารบ.อสังหา ร้อง อสส. ขอความเป็นธรรมถูกตร.แจ้งข้อหาค้ายาไอซ์ เจ้าตัว แจงหลักฐานใหม่ 7 ข้อสายลับตร.ยันไม่ใช่เอเย่น


เมื่อวันที่18 พฤศจิกายน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายณัฎฐนันท์ รัตนาพรรณ อายุ 46 ปี ผู้บริหารบริษัทเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองยาเสพติด (ยาไอซ์) พร้อมนายเกรียงไกร นาควะรี ทนายความ เดินทางยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดรับมอบหนังสือแทน

นายณัฏฐนันท์ เปิดเผยว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 17 ก.ย.62 เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงสาเหตุของคดีจึงทราบว่าคดีนี้เมื่อวันที่ 14 ต.ค.60 สายลับได้ทำการล่อซื้อยาไอซ์กับนายโอ จำนวน 174.008 กรัม โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารมูลค่า 7 หมื่นบาท และนัดหมายรับยาไอซ์ที่ห้างสรรพสินค้าย่านเพชรเกษม โดยสายลับแจ้งว่านายโอจะใช้รถยี่ห้อมาสด้า รุ่น มาสด้า 3 สีน้ำเงิน ทะเบียน 4 กช 9951 กรุงเทพมหานคร เป็นพาหนะในการส่งมอบยาเสพติด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุก็ไม่พบนายโอ ต่อมาได้มีการนัดหมายอีกครั้งที่ซอยเพชรเกษม 69 แต่ก็ไม่พบนายโออีก กระทั่งลูกน้องนายโอแจ้งกับสายลับว่าได้นำยาไอซ์ไปวางไว้ที่บริเวณซอยศุภวรรณ 2 เขตหนองแขม กทม. เจ้าหน้าที่จึงไปตรวจสอบพบถุงขนมกรุบกรอบยี่ห้อปูไทยสีแดงข้างในมีถุงซิปล็อคบรรจุยาไอซ์ 2 ถุง น้ำหนัก 189.77 กรัม วางอยู่ข้างที่ทิ้งขยะ แต่ไม่พบตัวบุคคล

นายณัฏฐนันท์ กล่าวอีกว่า ตนได้นำเจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านพักและคอนโดก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และในวันชี้ตัว สายลับของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเคยพบกับนายโอก็ได้ยืนยันว่าตนไม่ใช่นายโอ ขอให้ปล่อยตนไป เพราะนายโอมีลักษณะตัวใหญ่เหมือนคนเล่นกล้าม ซึ่งแทนที่พนักงานสอบสวนจะทำความเห็นเพิ่มเติมเข้าไปในสำนวนให้อัยการทราบข้อเท็จจริงที่สายลับยืนยันว่าตนไม่ใช่นายโอ แต่พนักงานสอบสวนคดีนี้และผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนได้เข้ามาขอโทษตน และแจ้งว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินคดีตน เพราะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องไปที่อัยการก่อนที่จะเข้าจับกุมตน เป็นการปัดภาระให้ตนต่อสู้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน 2 ครั้ง และยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดอีก 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับแจ้งความคืบหน้า และอัยการได้นัดให้ตนรายงานตัววันที่ 28 พ.ย.นี้ ตนมีความกังวล จึงมาร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดอีกครั้ง โดยได้ชี้แจงหลักฐานในประเด็นใหม่เพิ่มเติมอีก 7 ข้อด้วย

Advertisement

“ผมไม่ใช่ผู้กระทำผิดและไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด วันที่ตำรวจอ้างว่าพบยาเสพติด ผมทำงานและประชุมอยู่ที่บริษัท แต่ยอมรับว่าเคยไปคอนโดเพื่อนสนิท ซึ่งอยู่อาคารเดียวกับห้องพักของนายโอ รวมถึงจากการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์และบัญชีธุรกรรมการเงินที่ใช้ซื้อขายยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่พบมีความเชื่อมโยงกับผม ส่วนรถยนต์ที่สายลับอ้างนั้น ผมไม่เคยครอบครองหรือใช้รถยนต์รุ่นดังกล่าว แต่ผมเคยมีรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า รุ่น CX 5 ทะเบียน 4 กช 9951 ซึ่งเป็นเลขทะเบียนรถเดียวกัน และได้ขายรถคันนี้ให้พี่สาวตัวเองแบบโอนลอย โดยมีการส่งมอบรถยนต์เมื่อเดือนก.ย.60 และพี่สาวได้นำรถไปประกาศขายในอินเตอร์เน็ต และขายได้เมื่อเดือน ก.พ.61” นายณัฏฐ์นันท์ กล่าวยืนยัน

ด้านนายประยุทธ กล่าวว่า หลังจากรับเรื่องตามขั้นตอนแล้ว ก็จะนำเรียนให้อัยการสูงสุดทราบ เพื่อพิจารณาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย แต่เท่าที่รับฟังเบื้องต้นเป็นกรณีที่ผู้ร้องขอความเป็นธรรมตกเป็นผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของสำนวนคดีจะเป็นอย่างไรต่อไป ตนไม่อาจก้าวล่วงได้

เมื่อถามว่าการร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดียาเสพติดมีความยุ่งยากซับซ้อนหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะการร้องขอความเป็นธรรมในคดียาเสพติด หรือคดีอาญาอื่นใดก็เป็นไปตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ ไม่ว่าคู่ความจะเป็นผู้ต้องหา หรือผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง หากเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นเข้ามาได้ การยื่นมาทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีก็จะดูว่ามีประเด็นที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมให้สำนวนคดีครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ หรือร้องเพื่อประวิงคดี หรือเป็นการร้องเพียงเพราะเป็นเหตุที่เคยได้ให้การไว้แล้วในสำนวนการสอบสวน ซึ่งเป็นเหตุผลที่จะต้องไปพิจารณาต่อสู้ในชั้นศาล หรือจะเป็นประเด็นไหน ทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีก็จะเป็นผู้พิจารณาตามประเด็นที่ยื่นมา จากนั้นก็จะนำไปพิจารณาประกอบในสำนวนว่ามีประเด็นใหม่ที่จะต้องสอบสวนให้ความเป็นธรรมตามที่ร้องขอหรือไม่ ซึ่งเป็นดุลยพินิจของอัยการเจ้าของสำนวนคดี ก็ให้ความมั่นใจว่ามีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน