สธ.ยันทุกจังหวัดที่พบผู้ป่วยโควิด-19 จากท่าขี้เหล็ก อยู่ภายใต้การควบคุม เดินทางท่องเที่ยวได้
วันนี้ (6 ธันวาคม 2563) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (ศบค.) พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป แถลงที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 และการสอบสวนโรคผู้ป่วยโควิด-19 ที่มาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง โดย 2 วัน จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสม 66,847,041 ราย เสียชีวิต 1,534,344 ราย ประเทศที่มีการติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล รัสเซีย และฝรั่งเศส
“ส่วนประเทศเมียนมา และมาเลเซีย ยังมีการติดเชื้อสูง ต้องเฝ้าระวังการเดินทางอย่างเข้มข้น สำหรับประเทศไทยวันนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 14 ราย เป็นการติดเชื้อภายในประเทศ 1 ราย คือ หญิงไทยอายุ 26 ปี เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในสถานกักกันโรคที่รัฐกำหนด (ASQ) นอกจากนี้ เป็นผู้ที่มาจากต่างประเทศ 13 ราย ในจำนวนนี้เข้าสู่ระบบการกักกันตามปกติ 10 ราย ได้แก่ เบลเยียม ยูเครน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา กาตาร์ สวีเดน ญี่ปุ่น เมียนมา และสหราชอาณาจักร และข้ามพรมแดนธรรมชาติมาจากเมียนมา 3 ราย คือ 1.ชายไทย อายุ 70 ปี เข้ารักษาตัวโรงพยาบาล (รพ.) แม่สอด 2.หญิงไทย อายุ 26 ปี อาชีพพนักงานสถานบันเทิง เข้ารักษาตัว รพ.นครพิงค์ และ 3.หญิงไทย อายุ 26 ปี เข้ารับการรักษาที่รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน
“แม้การพบผู้ติดเชื้อจะสามารถติดตามควบคุมสอบสวนโรคได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องไม่ประมาท การ์ดอย่าตก ขอให้ยึดหลักการสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ทำความสะอาดสถานที่ และสแกนไทยชนะ รวมถึงขอให้คนที่จะเดินทางกลับเข้าประเทศกลับมาตามระบบ หรือผู้ที่เข้ามาแล้วขอให้มาแสดงตัวเพื่อรับการตรวจหาเชื้อและดูแลตามระบบ จะทำให้สถานการณ์ในช่วงปลายปีและปีใหม่ที่เป็นบรรยากาศของการท่องเที่ยวในประเทศเดินหน้าต่อไปได้ สำหรับกรณีข่าวปลอมต่างๆ เช่น 10 จังหวัดที่ห้ามเดินทาง ขออย่าเชื่อถือ และให้ติดตามข้อมูลจากทางราชการเท่านั้น” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
ด้าน นพ.โอภาสกล่าวว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ของไทยช่วงนี้ส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การติดเชื้อทั่วโลก ที่มีแนวโน้มการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้เดินทางเข้ามามีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่การมีระบบกักกันโรคที่ดีจะช่วยป้องกันควบคุมการแพร่เชื้อได้ ส่วนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ทำให้มีการติดเชื้อภายในประเทศเพิ่ม 2 ราย ถือว่ายังไม่มาก แต่การสอบสวนโรคทำให้ได้ข้อมูลว่าผู้ป่วยเดินทางไปจุดไหน เวลาใด สัมผัสกับใครที่เรียกว่าไทม์ไลน์ มีประโยชน์อย่างมาก ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในจุดนั้นๆ เข้ามารับคำแนะนำการปฏิบัติตัว การตรวจหาเชื้อ ช่วยให้การควบคุมโรคง่ายขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินการอย่างเข้มแข็งของแต่ละจังหวัด คือ พบผู้ติดเชื้อนำเข้าสู่การรักษา ผู้สัมผัสทุกคนได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติ และมีการกำกับมาตรการการดำเนินงานในสถานพยาบาล สถานที่ต่างๆ และยานพาหนะ ตามมาตรการป้องกันโรค โดยกรมควบคุมโรคจะประเมินสถานการณ์ร่วมกับทางจังหวัด
“กรณีของผู้ป่วยที่มาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ขณะนี้ทุกจังหวัดอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ เช่น จ.เชียงใหม่ มีผู้ป่วย 5 ราย ไม่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก ประชาชนร่วมมือดี มีความปลอดภัย หากไปเที่ยวสามารถไปได้ พะเยา พิจิตร ราชบุรี สิงห์บุรี มีผู้ป่วยจังหวัดละราย ตรวจผู้สัมผัสได้ครบ ไม่พบการติดเชื้อ ส่วนเชียงรายพบผู้ป่วย 11 ราย เนื่องจากอยู่ฝั่งตรงข้ามของท่าขี้เหล็ก ฝ่ายความมั่นคงพยายามควบคุมผู้ลักลอบเข้ามาอย่างเข้มแข็ง ระยะหลังเป็นผู้ป่วยที่ตรวจพบในสถานกักกันโรค แปลว่า ดำเนินการได้ดี ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้น ประชาชนไม่ต้องกังวล สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ ปัญหาการแพร่ระบาดโรคเป็นไปได้น้อย” นพ.โอภาสกล่าว
ด้าน นพ.โสภณกล่าวว่า ขณะนี้ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา มีจำนวน 23 ราย ได้แก่ เชียงใหม่ 5 ราย, เชียงราย 11 ราย, กรุงเทพฯ 3 ราย, ราชบุรี พิจิตร สิงห์บุรี และพะเยาจังหวัดละ 1 ราย

