1 ปี ‘โควิด’ โรคระบาด เขย่าโลก

17.12.20 | 06:34 น.

1 ปี โควิด โรคระบาด เขย่าโลก

การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโควิด-19 ที่ถูกตรวจพบประมาณเดือนธันวาคมปี 2562 มาขณะนี้เป็นเวลา 12 เดือนแล้ว ที่ไวรัสตัวนี้ยังคงมีการแพร่ระบาดไม่จบสิ้น จากที่พบการระบาดครั้งแรกในนครอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ไทม์ไลน์ของวิกิพีเดีย ระบุว่า วันที่ 8 ธันวาคม 2562 มีการบันทึกผู้ป่วยรายแรกที่จีน กระทั่ง 30 ธันวาคม 2562 รัฐบาลจีนเริ่มตระหนักถึงการแพร่ระบาดที่ยังไม่ทราบต้นตอ จากนั้นในวันที่ 1 มกราคม 2563 ตลาดสัตว์และปลาในอู่ฮั่นถูกสงสัยว่าจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 เป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับไวรัสโคโรนาในค้างคาว

ต่อมา องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของโควิด-19 เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ในวันที่ 30 มกราคม 2563 และประกาศให้เป็นโรคระบาด เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563

มีการยืนยันผู้ที่ล้มป่วยจากโควิด-19 และเสียชีวิตรายแรกในวันที่ 9 มกราคม 2563 ที่นครอู่ฮั่น ส่วนผู้เสียชีวิตรายแรกนอกประเทศจีนเกิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายแรกนอกทวีปเอเชียเกิดขึ้นในนครปารีส วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

กระทั่งวันที่ 13 มีนาคม 2563 มีการรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ประเทศและดินแดนในทุกทวีป (ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา)

ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่ยืนยันพบผู้ป่วยชาวจีนรายแรกนอกประเทศจีน ในระหว่างการคัดกรองโรคของผู้เดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 13 มกราคม 2563

Advertisement

การระบาดของโควิด-19 ในช่วงเริ่มต้นและกลายเป็นไฟลามทุ่ง แพทย์เพียงรักษาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย รวมทั้งมีมาตรการเข้มข้นของรัฐบาลแต่ละประเทศในการหยุดยั้งการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ด้วยการล็อกดาวน์ประเทศ ทุกเส้นทางคมนาคม ทั้งทางอากาศ น้ำ และทางบก การใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมตั้งแต่เบาไปหาหนักถึงขั้นใช้กฎหมายประเทศในการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการ

ท่ามกลางการแข่งขันของบริษัทยายักษ์ใหญ่ต่างเริ่มคิดค้นวัคซีนเพื่อหยุดยั้งโรคร้ายนี้ ขณะที่ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจใหญ่หลวงและรุนแรง ทุกคนต้องหยุดเดินทาง หยุดทำกิจกรรม หยุดธุรกิจทั้งค้าขายและท่องเที่ยว การใช้เคอร์ฟิวจำกัดเวลาให้อยู่ในที่พัก จนเกิด work from home ไปทำงานที่บ้าน และการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์

ผู้คนทั่วโลกต้องตกงาน ตั้งแต่งานที่ต้องใช้ระดับมันสมอง งานฝีมือของผู้ชำนาญการไปจนถึงแรงงานรายวัน ในช่วงตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา

แต่ละประเทศต่างปรับลดตัวเลข จีดีพี กันทั้งหมด แล้วหาวิธีการเพื่อฟื้นคืนประเทศให้เร็วที่สุด รัฐบาลต่างประกาศมาตรการช่วยเหลือทั้งนายจ้างและแรงงาน การช่วยเหลือคนทุกหย่อมหญ้า อัดเม็ดเงินเข้าถึงมือประชาชนให้มากที่สุด มีทั้งแผนในระยะสั้นและยาวที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าโควิดจะหยุดเมื่อไหร่

ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2563 มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกือบ 74 ล้านคน และเสียชีวิต 1.6 ล้านคน
ขณะที่การคิดค้นวัคซีนที่เป็นแสงสว่างบนปลายอุโมงค์ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ว่า นายคิริล ดิมิเทรียฟ ประธานกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย (RDIF) เปิดเผยว่า วัคซีน สปุตนิก-วี (Sputnik-V) ของประเทศรัสเซียที่ทางกองทุนได้ร่วมผลิตกับศูนย์วิจัย เกมลาย่า

แนชั่นแนล (Gamelaya National Research) มีประสิทธิภาพถึง 95% พร้อมฉีดให้พลเมืองรัสเซียก่อน แต่กลับเป็นที่กังขาถึงประสิทธิภาพของวัคซีนสปุตนิก-วี เพราะขณะนั้นยังอยู่ในระหว่างการทดลองตัวยาวัคซีนในระยะที่ 3 ยังไม่จบโครงการ

ส่งผลต่อบริษัทยารายใหญ่ของโลกทั้ง ไฟเซอร์ อิงค์ โมเดอร์นา และ แอสตรา เซเนกา ต่างแจ้งความคืบหน้าผลการทดลองวัคซีนที่ต่างประสบความสำเร็จอย่างดีเช่นกัน

รัสเซียเป็นประเทศแรกของโลกที่จัดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ประชาชน โดยส่ง สปุตนิก-วี ให้คลินิก 70 แห่งในกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อฉีดให้ประชาชนในกลุ่มแรกที่มีอาชีพเป็นครู แพทย์ และนักสังคมสงเคราะห์ที่สมัครใจ ยืนยันประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ 92%
ขณะที่รัฐบาลอังกฤษเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด โดยเมื่อเวลา 06.31 น. วันที่ 8 ธันวาคม 2563 ตามเวลาท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร มาร์กาเรต คีแนน หญิงชาวไอร์แลนด์เหนือวัย 90 ปี ได้รับวัคซีนโดสแรกของ ไฟเซอร์ อิงค์ และ ไบโอเอ็นเทค เอสอี เป็นรายแรกของโลก

“ถือเป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าที่เยี่ยมยอดที่สุด จากนี้ฉันสามารถมีเวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในช่วงปีใหม่นี้ หลังต้องดูแลอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดเกือบทั้งปี” ยายชาวไอริชกล่าว

ขณะที่วันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ซานดร้า ลินด์เซย์ พยาบาลในโรงพยาบาลเมืองนิวยอร์ก ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นคนแรกของสหรัฐอเมริกา ภายหลังองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ไฟเขียวให้ใช้วัคซีนของบริษัท ไฟเซอร์ อิงค์ และ ไบโอเอ็นเทค เอสอี โดยสหรัฐขณะนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 17 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 3 แสนราย
ในช่วงไล่เลี่ยกัน รัฐบาลแคนาดาได้รับยาวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกจาก ไฟเซอร์ อิงค์ และ ไบโอเอ็นเทค เอสอี ฉีดโดสแรกให้กับบุคลากรสาธารณสุขและผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา นับเป็นประเทศที่สามที่ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคต่อจากอังกฤษและสหรัฐ

จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดนั้นจะให้ในกลุ่มประชากรที่อ่อนแอมากที่สุดก่อน โดยกลุ่มแข็งแรงจะอยู่ล็อตหลัง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเยอรมนีเผชิญกับการระบาดรอบใหม่ มีการกำหนดให้ร้านค้าปิดจำหน่ายชั่วคราว รวมทั้งงานฉลองส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ทั้งการจุดพลุดอกไม้ไฟและการสังสรรค์ดื่มกินในที่สาธารณะต้องหยุดเช่นกัน และห้ามรวมตัวกันไม่เกิน 5 คน จากไม่เกิน 2 ครัวเรือน

ญี่ปุ่นกำลังแก้ปัญหาการระบาดของโควิดที่กลับมาอีกครั้ง เตรียมพิจารณาถอดมหานครโตเกียวและเมืองนาโงยาออกจากโครงการ Go To Travel เพราะกำลังมีการแพร่เชื้อโควิด-19 ส่วนเกาหลีใต้สั่งปิดโรงเรียนในกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ให้จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบออนไลน์ไปจนถึงสิ้นปีนี้

ปิดท้ายที่ประเทศไทย เมื่อ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ วัคซีนเพื่อคนไทย ของมูลนิธิ
ซียูเอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นความร่วมมือระหว่าง องค์การเภสัชกรรม, บริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม จำกัด, บริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด เพื่อเปิดรับบริจาคทุนวิจัย 500 ล้านบาท จากคนไทยทุกคน

“ความสำเร็จในการควบคุมโควิด-19 เกิดจากความร่วมมือของประชาชน ในส่วนของการผลิตวัคซีนทีมใบยาไฟโตฟาร์ม ก็อยู่ในความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องประสานความร่วมมือกันอยู่ตลอดเพราะเป็นการทำงานแข่งกับเวลา ทางไทย ขอรับประกันว่าไม่ตกขบวนวัคซีนโควิด-19 แน่นอน เนื่องจากได้เซ็นสัญญาความร่วมมือกับบริษัทแอสตรา เซเนกา และประเทศไทยจะผลิตได้ภายในกลางปี 2564″

พร้อมกล่าวตอนท้ายว่า “เมื่อได้วัคซีนมาตามแผนแล้ว คนไทยได้ใช้ฟรีแน่นอน อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และจะฉีดให้ตามลำดับ บุคลากรทางการแพทย์ จะได้สิทธิเข้าถึงก่อน”
จากนี้คงต้องติดตามกันต่อ วัคซีนต้านโควิด-19 แต่ละยี่ห้อจะช่วยหยุดยั้งไวรัสโควิด-19 มิให้แพร่ระบาดออกไปมากกว่านี้ได้หรือไม่