ความยุติธรรมต้องรวดเร็ว”เมทินี” ประธานศาลฎีกา ย้ำมาตรฐานทำคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จไม่เกิน 12 เดือน ลดขั้นตอนธุรการตั้งเป้าอ่านฎีกาผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ให้ผู้ถูกคุมขังได้ทุกคดี
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวประจำศาลยุติธรรม พร้อมด้วยบรรณาธิการสำนักข่าว เข้าเยี่ยมพบปะเนื่องในโอกาสสิ้นปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.2564 พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงการทำงานของศาลฎีกา โดยนางเมทินี เปิดเผยว่า ในรอบปี 2563 ศาลฎีกามีปริมาณคดี (นับถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2563) ที่ต้องพิจารณาถึง 25,316 คดี แยกเป็นคดีที่ต้องพิจารณาและทำเป็นคำพิพากษา 11,623 คดี เป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา 13,693 คดี โดยพิจารณาแล้วเสร็จ 20,545 คดี คิดเป็นปริมาณคดีแล้วเสร็จในอัตราร้อยละ 81.15 คงมีคดีค้างพิจารณาเพียง 4,771 คดี
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ศาลฎีกามีปริมาณคดีที่ต้องพิจารณา 22,091 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 17,338 คดี ในอัตราร้อยละ 78.48 แสดงให้เห็นว่า แม้ปริมาณคดีในปี 2563 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ศาลฎีกายังสามารถพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จได้ในอัตราที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.69 ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของคำพิพากษาศาลฎีกาภายในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะคดีที่ศาลฎีการับไว้พิจารณาตั้งแต่ปี 2562 ปัจจุบันพิจารณาแล้วเสร็จเกือบทั้งหมด ถือได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานระยะเวลาที่กำหนดไว้ว่าจะใช้เวลาพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นฎีกาไม่เกิน 12 เดือน
“ในปีหน้า ศาลฎีกาจึงจะกำหนดมาตรฐานระยะเวลาในการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ว่า คดีที่ต้องพิจารณาและทำเป็นคำพิพากษาแล้วเสร็จไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่ศาลฎีการับคดีนั้นไว้ ส่วนคดีที่ต้องพิจารณาและทำเป็นคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้วเสร็จไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลฎีการับคดีนั้นไว้”
นางเมทินี ระบุด้วยว่า ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับคดีที่จำเลยถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยมีนโยบายที่จะพิจารณาคดีดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ปัจจุบันมีคดีที่จำเลยต้องขังค้างพิจารณาในศาลฎีกาประมาณ 337 คดี เป็นคดีที่ค้างพิจารณาเกิน 6 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน เพียง 13 คดี นอกนั้นเป็นคดีที่ค้างพิจารณายังไม่เกิน 6 เดือน ศาลฎีกาจึงจะกำหนดมาตรฐานระยะเวลาสำหรับคดีที่จำเลยต้องขังระหว่างพิจารณาไว้ว่า จะต้องพิจารณาพิพากษาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลฎีการับคดีนั้นไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของจำเลย ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็น ให้จำเลยที่ต้องขังระหว่างพิจารณาได้รับทราบคำพิพากษาศาลฎีกาโดยเร็ว
ในรอบปีที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสนับสนุนงานพิพากษาคดี ด้วยการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาให้จำเลยที่ถูกคุมขังในเรือนจำฟังผ่านการถ่ายทอดภาพและเสียง ในลักษณะการประชุมทางจอภาพ (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) เป็นจำนวนถึง 20 คดี ส่งผลให้จำเลยที่ถูกคุมขังได้รับทราบคำพิพากษาศาลฎีกาเร็วขึ้น หากคดีนั้นในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ก็จะมีการออกหมายปล่อยทันที เพื่อให้ผลจากการถูกคุมขังโดยไม่จำเป็น หรือหากพิพากษาลงโทษจำคุก ก็จะมีการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดทันที จะเป็นผลให้จำเลยได้รับสิทธิเป็นนักโทษเด็ดขาดที่อาจได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรืออาจได้รับสิทธิพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
“ศาลฎีกาตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปีหน้าจะดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาที่จำเลยถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผ่านการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพได้ทุกคดี”
ทั้งนี้ นางเมทินี ยังกล่าวแสดงความพอใจภาพรวมการทำงานของศาลฎีกา ที่พร้อมจะเร่งรัดคดีและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เพื่อหวังให้ศาลฎีกาเป็นที่ยอมรับและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

