อารมณ์สังคมยังเดือดระอุกับกรณีทันตแพทย์หญิง อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับทุนรัฐบาลไปเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 10 ปี แล้วไม่กลับมาทำงานใช้ทุน
เดือดร้อนผู้ค้ำประกันต้องชดใช้เงินแทน มีที่เป็นทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมงานของทันตแพทย์หญิงหนีทุนท่านนี้
และยิ่งทำให้สังคมรู้สึกเดือดร้อนใจแทนผู้ค้ำประกันยิ่งขึ้น เมื่อชาวโซเชียลไปขุดประวัติพบว่า ทันตแพทย์หญิงท่านนี้มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดคลินิกทำฟันส่วนตัว และมีบ้านหรูหลังใหญ่
สังคมไทยจากหลายภาคส่วนต่างแสดงความเห็นในด้านต่างๆ ต่อทันตแพทย์หญิงคนนี้
ลองมาฟังความเห็นจากผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงบ้าง
สำราญ ถาวรายุศม์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. บอกว่า การปฏิบัติตามปกติ 1.จะมีการเตือนก่อนว่าคุณควรจะกลับมารับราชการชดใช้ แล้วทางราชการมีแผนจะขอให้คุณช่วยมาทำงานเแก่ประเทศชาติตามแผนที่กำหนดไว้ ถ้าคุณไม่มาหมายความว่า แผนที่กำหนดไว้จะเสียไป ทำให้เสียหายแก่ราชการ จะเกลี้ยกล่อมให้กลับมา
2.ถ้าคุณไม่กลับมา คุณจำเป็นต้องชดใช้ทุนเท่าไร เราไม่ค่อยพูดว่าจะฟ้องนักหรอก ในกรณีสุดท้าย ถ้าไม่ใช้เงินก็จำเป็นต้องฟ้องเรียกทุน ให้คนที่รับทุนนั้นรู้สึกสำนึกว่าจำเป็นจะต้องกลับมาทำงานใช้ทุนแก่ประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อต้องการให้คนกลับมาทำงานให้แก่ประเทศชาติ เพราะคนที่รับทุน ถ้าไม่มาใช้ทุนเราเสียหายเยอะทีเดียว เพราะเราต้องการทำงานให้แก่ประชาชน เพื่อความสุขแก่ประชาชน ให้บริการแก่ประชาชน
เห็นใจผู้ค้ำประกันนะครับ ผมพบหลายกรณีที่ผู้ค้ำประกันรู้สึกย่อยยับ บางทีต้องลาออกจากราชการ ต้องล้มละลายเพื่อใช้ทุน เห็นใจครับ แต่ก่อนมีมาขอให้เจ้าหน้าที่ ก.พ.ช่วยเซ็นค้ำประกัน เราเลยสั่งห้าม เพราะเกิดเรื่องอย่างนี้ เราเห็นใจผู้ค้ำประกัน บางทีเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้มีพระคุณกัน พอผู้ค้ำประกันต้องมาชดใช้แทน จึงห้ามเจ้าหน้าที่ ก.พ.เป็นผู้ค้ำประกัน ความผิดนี้เป็นทางแพ่งจึงต้องเรียกเอาจากผู้ค้ำประกัน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นสิทธิส่วนตัว
“ก็เห็นใจผู้ค้ำประกันนะครับ สำหรับผู้ที่ไม่ใช้ทุน ขอร้องควรที่จะต้องเห็นใจแก่ประเทศชาติ เห็นใจผู้ค้ำประกัน” อดีตเลขาฯ ก.พ.ขอร้อง
คนเก่งๆ ที่จบจากเมืองนอก ทำงานในประเทศไทยพูดตรงๆ ว่าอยู่ยาก 1.หัวหน้างานไม่ชอบบ้าง เจอคนพูดจาไม่รู้เรื่องบ้าง ทั้งที่ข้าราชการต้องทำงานให้แก่ส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว 2.ต้องพบบางคนที่ความสามารถ ปัญญา แนวความคิดวิสัยทัศน์ไม่ไกล เพราะนักเรียนนอกส่วนใหญ่ความคิดวิสัยทัศน์ไกล จึงพูดจากันไม่รู้เรื่อง
3.เงินเดือนราชการไทยต้องดูให้เหมาะสมกับสังคมที่เขาให้กัน ปรากฏว่าให้ต่ำไป ก็เห็นใจ แต่ก่อนไปผู้ไปต้องคิดแล้วคิดอีก ต้องกลับมาทำงานใช้ทุนให้ประเทศชาติ
“ขนาดลูกผมได้ทุนแล้วจะไม่กลับมาประเทศไทย เพราะเงินเดือนประเทศไทยต่ำ ผมก็ต้องไปตาม เพราะผมเป็นเลขาฯก.พ. ต้องมีหน้าที่ให้คนที่รับทุนต้องกลับมาใช้แก่ประเทศชาติ และเขาปรับเงิน 3 เท่า เป็นเงิน 22 ล้านบาท แม้ลูกชายจะบอกว่าให้แบ่งชดใช้เงิน แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะทำผิดต่อประเทศชาติที่เราสัญญาว่าจะกลับมาทำงานใช้” อดีตเลขาฯก.พ.เผยประสบการณ์ที่เจอกับตัวเอง
“ส่วนจำนวนคนที่ไม่กลับมาทำงานใช้ทุนมีไม่น้อยทีเดียว แต่ทั้งนี้เป็นสิทธิของเขา ไม่มาทำงานก็ใช้เงินแทน แม้ว่าการใช้เงินแทนจะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร เพราะทางราชการไม่ได้ต้องการเงิน ขอความกรุณาคนที่ได้รับทุนให้กลับมารับใช้ประเทศชาติ ผมไม่ได้ว่าเขา เพราะอาจเป็นความจำเป็นส่วนตัวของเขา” สำราญขอร้องให้นักเรียนทุนกลับมาใช้ทุน
ฟังอีกความเห็นจากผู้คลุกคลีวงการศึกษา อดีตนักเรียนทุน ก.พ.
ดร.สฤต สันติเมทนีดล รองประธานมูลนิธิสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยและที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย บอกว่า ตามปกตินักเรียนทุนรัฐบาล พอได้ทุนเรียน ทาง ก.พ.จะให้มีผู้ค้ำประกันว่าเรียนจบแล้วจะกลับมารับราชการเป็นเวลาสองเท่าของเวลาที่ไปเรียน คนค้ำประกันก็ต้องรับผิดชอบกรณีคนที่ได้รับทุนเบี้ยว
สมัยก่อนก็มีบ้างที่ไปเรียนแล้วไม่กลับมา คนที่ค้ำประกันก็จำเป็นต้องชดใช้ให้ สมัยที่ผมได้ทุนขณะรับราชการอยู่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ มีรุ่นพี่ที่ค้ำประกันคนบ่อยๆ พอโดนเบี้ยวจึงเดือดร้อน เลยเขียนติดที่โต๊ะว่าจะไม่รับค้ำประกันใครทั้งสิ้นแล้ว แต่ผมสนิทกับรุ่นพี่คนนี้มาก และทางบ้านมีหลักฐานดี จึงมีผู้เซ็นค้ำประกันให้
จำนวนคนเบี้ยวทุนไม่ได้มีมาก ปีหนึ่งประมาณ 1-2 คน ส่วนใหญ่กลับมารับราชการหรือมีกรณีที่นักเรียนทุนจบไฟแนนซ์มาจากต่างประเทศแล้วต้องมารับราชการใช้ทุน แต่ทางบริษัทไฟแนนซ์อยากได้ตัว จึงยอมมาจ่ายเงินชดใช้แทนให้ ก.พ.
“ส่วนกรณีของมหิดลก็เข้าใจว่าอาจารย์และเพื่อนๆ เห็นว่า เขาไม่น่าจะเบี้ยวจึงค้ำประกันกันไป แต่มาเบี้ยวก็ถือว่าแย่มาก แถมยังไปอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ยอมใช้คืน ทำให้พรรคพวกเพื่อนฝูงเดือดร้อน โดยอาจารย์ที่ค้ำประกันให้เขาเดือดร้อน ถือว่าน่าละอายมาก ไม่มีคุณธรรม ไม่สมควรเป็นนักเรียนทุนด้วยซ้ำไป” ดร.สฤตติติง
การได้ทุนรัฐบาลต้องทดแทนคุณแผ่นดิน ต้องกลับมาชดใช้ แม้ว่าราชการได้รับเงินน้อยกว่าเอกชน หรือองค์กรอื่นๆ การที่เขาบังคับว่าต้องทำงานเป็นเวลาสองเท่าก่อนถึงไปทำงานที่อื่นได้ อันนี้ต้องถือว่าคนได้ทุนไปต้องเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัวที่พอได้เงินมากแล้วไม่กลับมารับราชการทดแทนคุณแผ่นดิน กรณีนี้แย่หน่อย แต่ถึงเบี้ยวยังไง ก.พ.ก็มีหลักฐานที่ใช้ในการส่งเงินให้แก่นักเรียนทุนขณะเรียนอยู่ในต่างประเทศ
“กรณีหนีทุนไปอยู่ต่างประเทศมีอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มากมาย ผมเคยเจออาจารย์คณะบัญชี จุฬาฯ ค้ำให้ลูกศิษย์ไปเรียน แล้วไม่ยอมกลับ ผู้หญิงแต่งงานอยู่ที่โน่น ไม่ชดใช้เงินคืน คนที่มีรายได้เยอะ เขาก็ชดใช้ให้ ก.พ.โดยตรง ไม่ต้องให้คนค้ำประกันเดือดร้อน ส่วนอาจารย์จุฬาฯสมัยโน้นแม้จะฐานะดี แต่ก็แย่ที่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากให้ลูกศิษย์ที่เบี้ยวใช้ทุน” ดร.สฤตยกตัวอย่างเบี้ยวทุน
ตามปกติแล้วเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดถ้าเราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เมื่อได้ทุน ก.พ.ก็นับว่าโชคดีที่ไม่ต้องใช้เงินทางบ้านหรือเงินตัวเอง มี ก.พ.จ่ายให้ ซึ่งตามปกติก็พอเพียง บางคนมีเงินเก็บกลับมา ไม่ต้องห่วงกฎเหล่านี้เป็นกฎมาตรฐานมานาน ได้ทุนแล้วเซ็นสัญญาว่าจะกลับมารับราชการเป็นสองเท่าของเวลาที่ไปเรียน ถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ก็ไม่มีปัญหา
คนที่ไม่เคยได้รับราชการ กลับมาก็จะได้รับราชการเลย หรือหากรับราชการอยู่แล้วก็ได้รับราชการต่อ แต่อาจต้องย้ายหน่วยงาน อย่างผมที่ตอนแรกอยู่สภาพัฒน์ แต่ได้ทุนกรมการขนส่งทางบก กลับมาก็ย้ายไปกรมการขนส่งทางบก
“ปัจจุบันนักเรียนทุน ก.พ.มีประมาณ 7-8 พันคน ทั้งที่จบมาแล้วและที่กำลังเรียนอยู่ เจริญก้าวหน้าอยู่ในหน่วยราชการมากมาย เช่น ดร.วิษณุ เครืองาม, ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, ดร.มีชัย ฤชุพันธุ์, ดร.พรเพชร วิชิตชลชัย” ดร.สฤตยกตัวอย่างของนักเรียนทุน ก.พ.ที่กลับมาทำงานใช้ทุนและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
เป็นเสียงจากอดีตเลขาฯก.พ.และอดีตนักเรียนทุน ก.พ.ถึงนักเรียนทุนให้กลับมาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ
หน้า 1

