ทีไอเจ เผยปชช.53% ชี้ ขังคุกนักค้ารายย่อยไม่แก้ปัญหายา “กิตติพงษ์”จัดเวทีถก18 ส.ค.นี้

15.08.16 | 16:33 น.
นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ. สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย(ทีไอเจ)

ทีไอเจ โพล เผยปชช.กทม.เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เชื่อสถานการณ์ยาเสพติดรุนแรงมาก- ชี้ควบคุมไม่ได้ และกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จับรายย่อยเข้าคุกไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ด้าน ผอ.ทีไอเจ “กิตติพงษ์” จัดเวทีสัมมนานโยบายยาเสพติดรัฐ 2 รมว.ร่วมถก 18 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือทีไอเจ เผยผลสำรวจ “ทีไอเจ โพลซึ่งร่วมกับสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ “สงครามยาเสพติดในความเห็นของสาธารณชน”ในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 1,121 ตัวอย่าง (ระหว่างวันที่ 11-14 ส.ค.) จากการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.9 ระบุปัญหายาเสพติดกำลังรุนแรงค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ในขณะที่เพียงร้อยละ 11.1 ระบุ รุนแรงค่อนข้างน้อย ถึง ไม่รุนแรงเลย และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.8 ระบุว่า สภาพปัญหายาเสพติดโดยรวมขณะนี้ควบคุมไม่ได้ ในขณะที่ร้อยละ 35.2 ระบุว่า ควบคุมได้

ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.5 ระบุว่า การทำสงครามยาเสพติดเป็นการแก้ปัญหาได้เพียงช่วงสั้นๆ และกลับมารุนแรงกว่าเดิม ร้อยละ 55.3 และร้อยละ 19.2 ระบุการทำสงครามยาเสพติดไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนเลย มีเพียงร้อยละ 25.5 เท่านั้นที่ระบุการทำสงครามยาเสพติดเป็นการแก้ปัญหาได้ยั่งยืนไม่มีปัญหาอีกเลย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.2 แนะให้ทาสงครามยาเสพติดกับผู้ค้ารายใหญ่ และ ร้อยละ 65.4 ให้ทำสงครามยาเสพติดกับผู้ผลิต แต่เพียงร้อยละ 26.6 และ ร้อยละ 21.1 เท่านั้นที่ระบุให้ทำสงครามยาเสพติดกับ ผู้ค้ารายย่อยและผู้เสพ

ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.4 เคยได้ข่าวผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเพราะการทำสงครามยาเสพติด และ เกินครึ่งหรือร้อยละ 53.9 ระบุการจับผู้เสพยาเสพติดและผู้ครอบครองจำนวนน้อยเข้าคุกไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ดี ในขณะที่ร้อยละ 44.4 ระบุเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลสาเร็จดี

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.8 ระบุวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสาหรับผู้เสพยาเสพติดที่ไม่ได้ทำความผิดอื่นใดอีกคือ การบำบัดด้วยวิธีตามอาการของผู้เสพ แต่ร้อยละ 31.0 ระบุ การจับกุม คุมขังเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.1 ระบุการจับกุม คุมขังผู้เสพแต่เมื่อออกมาพฤติกรรมของผู้เสพยังคงเหมือนเดิม (ไม่ดีขึ้น) และร้อยละ 7.3 ระบุว่าแย่ลง แต่ร้อยละ 35.6 ระบุดีขึ้น

Advertisement

ส่วนสาเหตุหรือปัจจัยที่ทาให้ผู้เสพยาไม่สมัครใจเข้ารับการบำบัดด้วยตนเอง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.1 ระบุ ผู้เสพกลัวถูกดำเนินคดีอาญาหรือ ขึ้นทะเบียนประวัติอาชญากร รองลงมาคือ ร้อยละ 38.5 ผู้เสพกลัว เป็นที่อับอายเสื่อมเสียแก่ตนเองหรือครอบครัว ร้อยละ 35.5 ระบุผู้เสพกลัวตกเป็นเครื่องมือหากินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และร้อยละ 33.8 ระบุผู้เสพคิดว่าหากจะเลิก ก็สามารถเลิกเองได้ไม่ต้องพึ่งสถานบำบัด และรองๆ ลงไประบุว่าผู้เสพคิด ว่า กระบวนการบำบัดไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ผู้เสพกลัวจะถกู เข้าไปเป็นพวกขบวนการค้า และผู้เสพไม่คิดว่า การเสพยาเป็นปัญหา ตามลำดับ

ด้านนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ. สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า ผลสำรวจค่อนข้างตรงกับข้อมูลที่ ทีไอเจ ประเมินว่า นโยบายการทำสงครามยาเสพติดของรัฐบาลแต่ละยุคที่ผ่านมามุ่งเน้นการปราบปรามทั้งผู้เสพ ผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้ารายใหญ่และผู้ผลิตจึง เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้น ต้องแยกกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและนา การบำบัด ฟื้นฟูที่เกิดผลกระทบทางลบน้อยที่สุดต่อผู้ติดยามาใช้ ทำให้กลับเป็นคนดีคืน สู่สังคมได้อย่างแท้จริง จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายควรมาพบปะช่วยกัน พัฒนาข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายยาเสพติดต่อรัฐบาล

โดยทางสถาบันทีไอเจ จะเปิดเวทีระดมความเห็นเสนอ นโยบายยาเสพติดที่เหมาะสมกับสังคมไทย (Thailand’s Drug Policy Revisited) ในวันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคมนี้ เวลา 9.00 – 12.00 น. ณ ห้อง บอลรูม 2 – 3 ช้้น 4 โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ

“ในการจัดเวทีครั้งนี้ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทางทีไอเจ คาดหวังว่าผลการจัดเวทีในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในการปรับปรุงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหายาเสพติดและการยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดของไทยต่อไป”นายกิตติพงษ์ กล่าว