‘ลูกเกด’ จวกรัฐ ยัดคดีเกินเลยพฤติการณ์ หวังกลั่นแกล้ง ‘สมยศ’ ลั่น เตรียมฟ้องกลับ

4.01.21 | 15:07 น.

‘ลูกเกด’ จวกรัฐ ยัดคดีเกินเลยพฤติการณ์ หวังกลั่นแกล้ง ‘สมยศ’ ลั่น เตรียมฟ้องกลับ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มกราคม ที่ สน.สำราญราษฎร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำ 7 รายได้แก่ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน, นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือฟอร์ด แกนนำคณะประชาชนปลดแอก, น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ อดีตประธานสหภาพนักเรียน นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.), น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เดินทางเข้ารับทราบข้อหา คดีอาญา 555/2563 ในความผิดฐาน ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางมารอให้กำลังใจ ตั้งแต่ก่อนเวลา 10.00 น.

เวลา 12.40 น. น.ส.ชลธิชากล่าวว่า วันนี้เป็นการมารายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา จัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนที่จะเดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาล ซึ่งความจริงแล้วคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 10 คน แต่ 3 คนแรก ได้แก่ นายอานนท์ นำภา, น.ส.ปนัสยา และนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ เพนกวิน ได้มารับทราบข้อกล่าวหาก่อนหน้าจึงเหลืออีก 7 คนที่มารับทราบข้อกล่าวหา โดยข้อกล่าวหาของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์ แต่โดยเบื้องต้นแล้วจะมีความคล้ายคลึงกันใน 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 คือ เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อ 9 ห้ามชุมนุมมั่วสุม 2.พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ 3.พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ชุมนุมโดยไม่แจ้งจัดการชุมนุม

น.ส.ชลธิชากล่าวต่อว่า เรื่องของคดีความ ต้องยอมรับว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นคือการเสียเวลาในการต่อสู้คดีความ ตอนนี้ตนมีคดีประมาณ 21 คดี ในช่วงเวลาตั้งแต่ที่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม จนถึงปัจจุบัน เพียงไม่กี่เดือน หรือความจริงประมาณ 2 เดือน แต่ตนได้รับคดีมาแล้วประมาณเกือบ 12 คดีด้วยกัน เรียกได้ว่าวันต่อวัน ความจริงไม่กังวลในเรื่องการต่อสู้คดีความ เพราะเรายืนยันว่าสุดท้ายการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และการชุมนุมของเราตั้งแต่ที่มีการรัฐประหารเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พิสูจน์ให้เห็นอยู่แล้วว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ เรื่องข้อต่อสู้ทางคดีความจริงไม่กังวล มีเพียงประเด็นเดียว คือเรารู้อยู่แล้วว่าการฟ้องร้องคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง เป็นการฟ้องเพื่อปิดปาก ทำให้ผู้ชุมนุมเกิดความยุ่งยาก เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเรา

“ตัวลูกเกด พี่สมยศ และน้องๆ หลายๆ คน เราต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการต่อสู้คดีความ และเกิดผลกระทบจำนวนมากกับการเรียน และการประกอบอาชีพ หลังจากนี้คงจะต้องปรึกษากับทางทนายความว่าจะมีการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ เพราะหลายคดีเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการฟ้องกลั่นแกล้ง หลายคดีเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่เกินเลยกว่าพฤติการณ์ด้วยซ้ำไป น.ส.ชลธิชากล่าว และว่า

Advertisement

“สำหรับเกดตอนเช้ามารับทราบข้อกล่าวหา ตอนบ่ายต้องไปรายงานตัวกับอัยการ ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุม จากการจัดกิจกรรมหน้าเรือนจำ ช่วงที่แอมมี่ เดอะบอททอม บลูส์ ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาที่ตลกมาก เพราะเกดไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม วันนั้นเกดพยายามใส่หมวก ใส่แมสก์ปิดบังใบหน้า ไปในฐานะประชาชนคนธรรมดา แต่เจ้าหน้าฝ่ายที่สืบสวน สน.ประชาชื่น ถ่ายภาพเราไว้ แล้วบอกว่าเนื่องจากลูกเกดเป็นคนดัง พี่ๆ ตำรวจหลายคนเป็นแฟนคลับลูกเกด จึงตั้งข้อกล่าวหา คดีนั้นมีผู้ชุมนุมหลายคน แต่แจ้งข้อกล่าวหาไม่แจ้งจัดการชุมนุมสาธารณะแค่ 2 คนเท่านั้น โดยไม่ได้ดูว่าบุคคลนั้นๆ มีพฤติการณ์อย่างไร แต่แจ้งข้อกล่าวหาเนื่องจากดูว่าเป็นผู้ที่แจ้งจัดการชุมนุมเป็นประจำ หรือเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐ เห็นชัดว่าเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงพฤติการณ์ของผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุม” น.ส.ชลธิชากล่าว

ทั้งนี้ เบื้องต้นทั้ง 7 ราย ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เนื่องจากมีโทษจำคุก จึงจะมีการต่อสู้ต่อไปในชั้นศาล

“เป็นครั้งแรกที่แจ้งข้อกล่าวหา 2 มาตราคู่กัน ซึ่งควรจะผิดแค่ไม่แจ้งการชุมนุม แต่ไปพ่วงกับเรื่องการผิดเงื่อนไขเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเป็นโทษอีกขั้นคือจำคุก จึงเกิดความสงสัย” น.ส.ชลธิชากล่าว

ด้านนายสมยศกล่าวว่า เป็นปัญหาของกระบวนการฟ้องร้องด้วย รัฐซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งของพวกเราก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง กดดันผู้ที่มาร่วมชุมนุม การฟ้องร้องนั้น ข้อกล่าวหามีลักษณะเหวี่ยงแหเพื่อให้เกิดความยุ่งยาก เกิดความลำบากที่จะใช้สิทธิชุมนุมโดยอิสระ ตัวอย่างเช่น กล่าวหาว่าตนเป็นผู้จัดการชุมนุม ซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้ไปเข้าร่วมการชุมนุม และได้ขึ้นเวทีปราศรัย รวมไปถึง พ.ร.บ.โรคติดต่อ

“จะเห็นได้ว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบโควิด เพื่อแก้ปัญหาโควิด เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลในการควบคุม หรือจัดการการชุมนุม เพราะการชุมนุมทุกครั้งไม่ได้ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องการแพทย์ ในด้านโควิดเป็นความบกพร่องของรัฐบาลโดยเฉพาะ ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผลมาจากรัฐบาลทั้งสิ้น แต่รัฐบาลกลับใช้กฎหมายนี้มาเล่นงาน โดยหวังที่จะทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน” นายสมยศกล่าว

นายสมยศกล่าวต่อว่า ไม่มีอะไรหนักใจ จะเดินหน้าและใช้กลไกที่มีอยู่ทั้งหมดในการที่จะฟ้องร้องเอาคืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรัฐบาล ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของเรา โดยอาจจะเดินทางไปฟ้องทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพราะเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริตและใช้ระบบกล่าวหา ทำให้เกิดความเสียเปรียบ

“ตั้งข้อกล่าวหาไปก่อน และก็ให้พวกเราไปแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งระบบแบบนี้ถ้าเป็นคนจน เสียเปรียบอย่างยิ่ง เพราะต้องพึ่งพาทนายความ และต้องต่อสู้ในกระบวนการที่ยุ่งยากทางคดี โดยทั่วไปคนจนจะลำบาก ฉะนั้น ในเมืองไทยเราจึงมีแพะรับบาปเยอะ เนื่องจากว่าไม่สามารถต่อสู้คดีได้ยืนยาวนาน อาจจะไม่มีทนายความ หรือการตระเตรียมพยานในการต่อสู้ ผู้ที่เป็นคนจนจึงมักสารภาพ หรือยอมจำนนต่อการกล่าวหา ระบบนี้เป็นปัญหาตั้งแต่ต้น

“การใช้กฎหมายก็ดี การใช้กระบวนการยุติธรรมที่เอาเปรียบ และคุกคามพวกเราเป็นปัญหาทั้งสิ้น เราจะเรียกร้องต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนระบบการกล่าวหาให้เป็นระบบที่ดี เช่นอาจจะต้องมีคณะลูกขุน แทนผู้พิพากษา หรือเปลี่ยนจากระบบกล่าวหา เป็นระบบไต่สวน นี่คือสิ่งที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมบ้านเรามีปัญหา ตำรวจไม่รู้ว่าบ่อนอยู่ที่ไหน แต่รู้ว่าจะเอาผิดพวกเราอย่างไร เหวี่ยงแหอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่เอาโควิดมาเล่นงาน” นายสมยศกล่าว