ปี 64 วิกฤตร้อนด้านสังคม แอ๊กชั่น พม.ช่วยเหลือประชาชน

5.01.21 | 11:06 น.
วิกฤตร้อนด้านสังคม

ปี 64 วิกฤตร้อนด้านสังคม แอ๊กชั่น พม.ช่วยเหลือประชาชน

วิกฤตร้อน – เป็นปีที่คนไทยต้องสู้หนักมาก ไหนจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจาก “ดิสรัปชั่น” ที่ถาโถมมาหลายปี ปีนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยโรคระบาดใหญ่ในรอบ 100 ปี คือ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)” ทำเอาหลายคนรายได้ลดลง ซ้ำร้ายบางคนต้องตกงานแบบไม่คาดฝัน ต้องอยู่กับเงินเก็บเงินยืมอันน้อยนิด อดทนประคองชีวิตให้รอดจากมรสุม ท่ามกลางความหวัง กับสถานการณ์โรคระบาดที่ไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไหร่

จับสัญญาณและสั่งเตรียมการ “ด้านสังคม” โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ปี 2564 จะเป็นปีที่วิกฤตอย่างยิ่ง มากกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง และจะเป็นปีที่ประชาชนเข้าหา พม.มากขึ้น ฉะนั้นเราจะต้องเป็นเสาหลักของสังคมและเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ได้ โดยจะเป็นปีที่ พม.ลงพื้นที่ไปหาประชาชน ไปรับทราบปัญหาโดยตรง แล้วช่วยรีบแก้ไข หากแก้ไม่ได้ ส่งขึ้นมาที่ผม ผมจะประสานบูรณาการช่วยแก้ให้ ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน

แฟ้มภาพ นางพัชรี อาระยะกุล ปลัด พม.ลงพื้นที่
แฟ้มภาพ นางพัชรี อาระยะกุล ปลัด พม.ลงพื้นที่

 

ส่ง จนท.ช่วยคนจนถึงบ้าน

ด้วยเป็นวิกฤตที่กระทบกับคนทุกช่วงวัย มากน้อยแตกต่างกันไป แต่กลุ่มใหญ่ที่กระทบมากที่สุดคือ “คนจนหรือผู้มีรายได้น้อย” ซึ่งปัจจุบันมี 6 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 9.5 ล้านคน เป็นภารกิจของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.)

Advertisement

นายสุทธิ จันทรวงษ์ อธิบดีกรม พส. กล่าวว่า นอกจากกลุ่มคนจน พส.ยังดูแลคนขอทาน ซึ่งมีประมาณ 5 พันคน และคนไร้ที่พึ่ง ประมาณ 7.8 หมื่นคนทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2564 นอกจากการสงเคราะห์ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายตามภารกิจแล้ว เรายังเพิ่มเติมการทำงาน ในเรื่องการติดตามหลังช่วยเหลือ และพยายามสร้างศักยภาพให้กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

“เรามองเรื่องการช่วยเหลือที่ยั่งยืน จึงเปลี่ยนวิธีทำงานใหม่ เป็นการทำงานเชิงรุก ที่ไม่ต้องรอให้กลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาเดินมาหา แต่เราจะรุกลงพื้นที่ไปให้การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเสี่ยงก่อน จากฐานข้อมูลคนจนที่มี และติดตามว่าหลังจากจ่ายเงินสงเคราะห์ไป 2-3 พันบาท ชีวิตเขาดีขึ้นหรือเปล่า หากยังไม่ดีจะสามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างไรอีก เช่น หากประเมินแล้วพบว่าไม่มีทักษะอาชีพ ก็จะประสานกระทรวงแรงงานให้ หรือเข้าไม่ถึงการศึกษา และบริการสาธารณสุข ก็จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงเคส เพื่อทำให้ผู้ประสบปัญหาสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ”

นายสุทธิ จันทรวงษ์

พส.เตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ให้ประชาชนผู้ประสบปัญหาหรือผู้พบเห็นผู้ประสบปัญหา สามารถส่งคำร้องเพื่อขอรับเงินสงเคราะห์ 2-3 พันบาท ได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี ได้เองเป็นครั้งแรก เพื่อจะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาได้เร็วขึ้น อีกทั้งสามารถติดตามความคืบหน้าจ่ายเงินสงเคราะห์อยู่ในขั้นตอนไหน ได้จำนวนเท่าไหร่ เพียงกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

 

คุ้มครองเด็กและเยาวชนด้วยแอพพ์

ขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ก็เป็นอีกหน่วยงาน นำระบบไอทีเข้ามาช่วยทำงานในช่วงวิกฤต เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ชายน์ โปรเทคชั่น อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็ม” (Child protection information system)

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรม ดย. กล่าวว่า แอพพ์นี้จะเปิดให้ใครก็ได้ที่พบเห็นเด็กและเยาวชนประสบปัญหา เช่น ถูกทำร้ายทารุณ ถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้ปกครอง หรืออยู่ในครอบครัวเสี่ยง อย่างครอบครัวที่มีพ่อเลี้ยง ครอบครัวที่ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด สามารถแจ้งเข้ามาที่แอพพ์นี้ เพื่อแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ของ ดย. เข้าให้การช่วยเหลือดูแลได้ทันท่วงที ร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น อีกทั้งมีการติดตามหลังให้การช่วยเหลือ

นอกจากนี้ เด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจน สามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ 2-3 พันบาทได้ หรือผู้ปกครองเด็ก สามารถขอคำปรึกษาปัญหาการเลี้ยงดูเด็กและเยาวชน เช่น ช่วงกักตัวอยู่บ้าน เด็กดื้อมากขึ้น ไม่เชื่อฟังคำสอน สามารถแนะนำได้อย่างไร ดย.ได้เปิดบ้านพักเด็กและครอบครัว 77 จังหวัดทั่วประเทศ ให้คำปรึกษา สามารถเดินทางเข้าไปหรือโทรขอคำปรึกษาได้

นางสุภัชชา สุทธิพล

 

ปั้นอาชีพครอบครัวอยู่รอดช่วงโควิด

คาดการณ์ว่าจะเป็นปีที่มีคนตกงานจำนวนมาก อาจนำไปสู่ความเครียด ความรุนแรงในครอบครัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จึงวางเป้าหมายปี 2564 ในการฝึกอบรมทักษะอาชีพให้กับผู้หญิง กลุ่มผู้หญิง และครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว โดยเฉพาะครอบครัววัยรุ่นเลี้ยงเดี่ยว ให้มีความมั่นคงทางรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และดูแลเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรม สค. กล่าวว่า สค.โดยศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว 8 แห่ง มีภารกิจในการจัดฝึกอบรมอาชีพฟรีให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่อาชีพเสริมสวย ตัดผม เพนต์เล็บ ตัดเย็บเสื้อผ้า อาหาร เบเกอรี่ ขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ ทั้งรูปแบบการมาเรียนในศูนย์ การรวมกลุ่มผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 30 คน เพื่อขอให้ส่งครูไปฝึกอบรมให้ตามชุมชน โดยระยะหลัง สค.ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ฝึกอบรมทักษะการทำธุรกิจ ทักษะการค้าขายออนไลน์ มีการประสานแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ตลอดจนติดตามเป็นพี่เลี้ยงทางธุรกิจ จนกว่าจะพึ่งพาตัวเองได้

ในปี 2564 สค.โฟกัสช่วยเหลือครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 1,000 ราย สามารถสมัครเข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ศูนย์เปิดให้นำบุตรมาเลี้ยงดูได้ภายในศูนย์ สนใจติดต่อกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ โทร 0-2642-5056

นางจินตนา จันทร์บำรุง

 

เงินกู้ฉุกเฉินคนพิการ

เป็นหน่วยงานเดียวที่เปิดให้กลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนโควิด-19 สามารถยื่นกู้เงินฉุกเฉินได้ คือ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กับเงินกู้ 10,000 บาท ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนชำระ 2 ปี เปิดแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2564

น.ส.สราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรม พก. กล่าวว่า เราเข้าใจความเดือดร้อนผู้พิการ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวมากกว่าคนทั่วไป และยังถูกซ้ำเติมจากข้อจำกัดทางร่างกาย จึงเปิดให้คนพิการหรือผู้ดูแล ได้ยื่นคำร้องเข้ามา เช่น ทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://efund.dep.go.th/ หรือโทรสอบถามกองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ 0-2106-9337 ถึง 9340 อย่างไรก็ตาม พก.เชื่อว่ายังมีคนพิการอีก ร้อยละ 40 ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนคนพิการ จากยอดลงทะเบียนปัจจุบัน 2.05 ล้านคน จึงเป็นปีที่จะรณรงค์และตามหาคนพิการ เพื่อให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการ

น.ส.สราญภัทร อนุมัติราชกิจ

 

สังคมสูงวัยสมบูรณ์ การ์ดไม่ตกเมื่อโควิดไม่จบ

เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษในสถานการณ์โควิด-19 คือ ผู้สูงอายุ เพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าช่วงวัยอื่น กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) จึงเตรียมพร้อมรณรงค์เผยแพร่องค์ความรู้ ผู้สูงอายุดูแลตัวเอง คนในครอบครัวดูแลผู้สูงอายุในบ้าน

นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรม ผส. กล่าวว่า ปี 2564 มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทย จะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือมีสัดส่วนประชากรสูงวัยต่อประชากรทั่วไป ร้อยละ 20 ประกอบกับสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าว เราจึงมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อเตรียมให้ผู้สูงอายุมีความพร้อมตลอด ตลอดจนรู้สิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยเหลือประชาชนประสบปัญหาทางสังคมได้เร็วขึ้น ในปี 2564 กระทรวง พม.ได้ขยายบริการศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 ไปยังทุกจังหวัด เพียงโทรเข้ามาขอความช่วยเหลือ จะได้รับการช่วยเหลือภายใน 24 ชั่วโมง หลังวางสาย

นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์

คลายวิกฤตร้อน