ปลัดฯชาญเชาวน์ ชงแผน 6 หน่วย รองรับช่วยเหลือ ติดตาม สร้างอาชีพ นักโทษ 12,000 ราย หลังได้ปล่อยตัว สั่งคัดแยกนักโทษ”บิ๊กเนม”เหลือวันต้องโทษเท่าไหร่
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่กระทรวงยุติธรรม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ กระทรวงยุติธรรม จะให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบแผนการดำเนินการ ภายหลังการปล่อยตัวผู้ต้องขังตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันเชิงบูรณาการ ในการดูแลช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัว ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำวจแห่งชาติ และ กระทรวงยุติธรรม โดยการปล่อยตัวครั้งนี้จะมีการจัดทำข้อมูลช่วยเหลือติดตามอย่างเป็นระบบ ซึ่งพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้นโนบายชัดเจนว่ากลุ่มผู้ต้องขังเหล่านี้ต้องมีบ้านอยู่ มีอาชีพทำมาหากิน เพื่อหวังว่าจะไม่หันกลับไปกระทำคงวามผิดซ้ำ ซึ่งหน่วยงานใกล้ชิด ในระดับหมู่บ้านจะเข้าไปดู โดยทางกระทรวงยุติธรรมได้ ขอความร่วมมือประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลหน่วยงานท้องถิ่น ช่วยสอดส่องดูแลคนกลุ่มนี้
นายชาญเชาวน์ กล่าวว่า สำหรับจำนวนผู้ต้องขัง ที่เข้าตามหลักเกณฑ์ มาตรา 6 ของ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ที่ได้รับการปล่อยตัวทันที ซึ่งเป็นกลุ่ม ผู้ต้องขังพิการ ทุพลภาพ ผู้ต้องขังสูงอายุ ผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกน้อย หรือคงเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 7,780 คน และกลุ่มผู้ต้องขังที่ได้รับการลดวันต้องโทษ ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 และเหลือวันต้องโทษ น้อยกว่า วันที่จำคุกจริง สามารถออกจากเรือนจำได้เช่นกัน มีประมาณ 5,000 คน ร่วมแล้วจะมีผู้ต้องขังพ้นจากเรือนจำ ประมาณ 12,000 คน ซึ่งตนได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์ จัดทำบัญชีรายชื่อ เสนอมายังกระทรวงยุติธรรมทุก 15 วัน จากนั้นจะส่งชื่อไปยังจังหวัด เพื่อปล่อยตัวอีกครั้ง ดังนั้น ทุก 15 วัน จะปล่อยตัว 1 ครั้ง แต่ทุกอย่างจะทำให้ครบกำหนดตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ภายใน120 วัน
นายชาญเชาวน์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่กระทรวงต้องทำขั้นตอนลักษณะนี้เพื่อต้องจัดทำระบบให้มีมาตรฐานมากขึ้น ติดตามการช่วยเหลือได้จริง โดยจะมีการทำแบบฟอร์มข้อมูลประวัติส่วนบุคคล สถานที่อยู่ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ ด้านคุณภาพชีวิตหลังพ้นโทษ เพื่อให้ทราบว่าต้องการได้รับความช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง อีกทั้งยังทำให้ผู้พ้นโทษมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสังคมจะได้เกิดความเชื่อมั่น แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ในการรับความช่วยเหลือ
นายชาญเชาวน์ ยังกล่าวถึง ผู้ต้องขังรายสำคัญ หรือ เป็นบุคคลที่สังคมให้ความสนใจ เช่น นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม หรือ นายชูวิทย์ กลมวิศิษฏ์ รวมทั้ง อดีตกกต. 2 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำว่า กลุ่มผู้ต้องดังกล่าวได้ให้กรมราชทัณฑ์ คัดแยกให้ชัดเจน และรายงานมายังรกระทรวง ว่าได้รับสิทธิตามพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ โดยการลดวันต้องโทษจำนวนเท่าไหร่ และเข้าหลักเกณฑ์พักโทษ หรือปล่อยตัวหรือไม่ เพราะบุคคลดังกล่าว สังคมให้ความสนใจจึงต้องมีความชัดเจน

