แรงงานไทย ลักลอบกลับประเทศ หลังมาเลเซียประกาศล็อกดาวน์อีกรอบ

วัน 15 ม.ค.64 ผลจากการประกาศล็อกดาวน์หลายพื้นที่ในประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้แรงงานไทยที่เข้าไปทำงานรับจ้างที่ร้านอาหารในรัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย จำนวน 8 คน ที่มีภูมิลำเนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตัดสินกลับประเทศไทย โดยว่าจ้างผู้นำพาด้วยค่าจ้างคนละ 700  ริงกิต หรือประมาณ 5,000 บาท เพื่อลักลอบนำกลับเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก บริเวณบ้านลูโบ๊ะฆง หมู่ 3 ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเมื่อขึ้นฝั่ง ทหารชุดป้องกันชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณดังกล่าวได้นำตัวส่งคณะทำงาน EOC อำเภอสุไหงโก-ลก และส่งตัวเข้าพักที่ศูนย์พักคอย เพื่อการส่งตัวเข้ากระบวนการคัดกรองอาคารสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลกจังหวัดนราธิวาส

แรงงานไทยชุดดังกล่าว ยอมรับว่าตั้งใจลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากตอนเข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียก็เข้าไปอย่างผิดกฎหมาย จึงไม่มีเอกสารที่จะลงทะเบียนกลับประเทศไทยกับสถานทูต ทั้งนี้มีความตั้งใจที่จะเข้ารายงานตัวอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพวกตนมาจากประเทศมาเลเซียที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงไม่อยากให้คนในครอบครัวและส่วนรวมต้องเสี่ยงติดเชื้อไปด้วย

พร้อมกันนี้ได้เล่าถึงสถานการณ์ในประเทศมาเลเซียว่า คนที่เข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมายใช้ชีวิตลำบากมาก ทั้งเสี่ยงโดนจับ และเมื่อรัฐบาลมาเลเซียประกาศล็อคดาวน์ก็จะทำงานยากขึ้น และต้องปฏิบัติตามมาตรการล็อคดาวน์อย่างเคร่งครัด ประกอบในประเทศมาเลเซียพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน จึงชักชวนกันกลับมาอยู่ที่บ้านในประเทศไทย ก่อนที่การเดินทางจะยากลำบากมากขึ้นกว่านี้

ด้านนางนิตยา ใจดี ซึ่งเดินทางมาจากรัฐมะละกา ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ตนเป็นมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย แต่เช่าบ้านไว้ที่สุไหงโก-ลกด้วย เดินทางเข้ามาประเทศไทย ด้วยการลงทะเบียนผ่านสถานทูต เพราะตั้งใจมาผ่าตัดตา การลงทะเบียนกลับมาได้รับความสะดวกทุกด้าน โดยเฉพาะการเดินทางจากมะละกามาที่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก เนื่องจากมีเอกสารให้ทางการมาเลเซียตรวจสอบระหว่างเส้นทาง เสียค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเดินทางที่เป็นราคาปกติไม่มีบวกเพิ่มและค่าใบรับรองแพทย์แบบ fit to travel เท่านั้น การเดินทางมาแบบถูกกฎหมายทำให้รู้สึกสบายใจและมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาใดๆตามมา

ส่วนนางสาวตักวา บุญญามิน นักบัญชีที่ทำงานอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ กล่าวว่า ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ใช้มาตรการ MCO โดยมีการควบคุมและจำกัดการออกจากบ้าน ทำให้ต้องกักตุนอาหารไว้เผื่อสำหรับเป็น1-2 สัปดาห์ กฎของบ้านทุกคนที่กลับเข้ามาต้องล้างมือให้สะอาด เข้ามาแล้วต้องรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที และต้องคนต้องช่วยกันป้องกันและลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การประกาศล็อคดาวน์ของประเทศมาเลเซีย เพราะจะทำให้ชีวิตชีวิตยากลำบากมากขึ้น ซึ่งตนเลือกเดินทางกลับเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย การลงทะเบียนผ่านสถานทูตไม่ยุ่งยากเลยเพราะเป็นการลงทะเบียนออนไลน์ เมื่อเลือกวัน และได้รับอนุมัติ ก็เตรียมเอกสารพร้อมเดินทางกลับ โดยตนจ่ายค่ารถบัสจากกรุงกัวลาลัมเปอร์มาถึงด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก จำนวน 50 ริงกิต หรือประมาณ 450 บาท ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนให้คนไทยในประเทศมาเลเซียที่อยากกลับเข้าประเทศไทยกลับมาอย่างถูกกฎหมาย เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่านายหน้าให้ผู้นำพาเพราะต่อคนมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งสามารถปรึกษาได้โดยตรงจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง นอกจากนี้ขอฝากถึงเรื่องสถานที่กักตัวของรัฐ โดยอยากให้มีการswabตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 และ มีการแยกพักที่เป็นสัดส่วนมากกว่านี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คณะสงฆ์อำเภอบ้านแพ้ว เอกฉันท์ใช้วัด 24 แห่งตั้งรพ.สนาม “ศูนย์ห่วงใยคนสาคร” ร่วมสกัดโควิด
บทความถัดไปฮือฮาอีกไฮโซนอส แก้บนพ่อปู่พญานาครอบ2 เชื่อช่วยปลดหนี้ 20ล.