เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการศูนย์พันธุศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงนวัตกรรมการตรวจเชื้อวัณโรค ซึ่งในการตรวจเยี่ยมกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา กำชับเรื่องนี้ให้นำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ว่า ขณะนี้กรมฯ มีนวัตกรรม 2 อย่างที่ใช้ในการตรวจ ได้แก่1. การตรวจเลือดเพื่อดูการแสดงออกของยีนต่อเชื้อวัณโรค เพื่อประกอบการวินิจฉัย และรักษาโรค สามารถทราบผลได้ภายใน 2 วัน ในขณะที่การตรวจโรคด้วยวิธีการเพาะเชื้อ ซึ่งใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ กว่าจะทราบผล อย่างไรก็ตาม การทราบผลเร็วนั้นเป็นข้อดีข้อหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือ เนื่องจากพบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นวัณโรคหรือไม่ แพทย์จำเป็นต้องให้ยารักษาวัณโรคไปก่อน ซึ่งยาดังกล่าวจะมีผลข้างเคียง โดยพบได้ร้อยละ 5 เช่น ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และเกิดผื่น ดังนั้น การตรวจนี้ก็จะช่วยลดปัญหาผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น
“เทคนิคนี้กำลังอยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตรการตรวจวิธีดังกล่าว และจะสามารถเปิดให้บริการการตรวจด้วยวิธีการนี้ได้ภายในปลายปี 2559 นี้ นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับทางโรงพยาบาลศิริราชเพื่อดูใช้วิธีนี้วินิจฉัย เพื่อทำให้พบผู้ป่วยวัณโรคในเด็กได้เร็วขึ้น 2.การตรวจวินิจฉัยยีนที่ย่อยยาต้านวัณโรค โดยจากการศึกษาพบว่าคนไข้วัณโรคในไทยร้อยละ 30 จะมียีนที่ย่อยยาต้านวัณโรคช้า ทำให้การย่อยสลายยาทำได้ช้า ส่งผลให้ระดับยาในเลือดสูง ซึ่งทำให้คนไข้กลุ่มนี้ มีความเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบเพิ่มขึ้น 8 เท่าและวิธีนี้ไทยมีการเปิดตรวจแล้วที่สถาบันโรคทรวงอก โดยเมื่อพบว่าคนไข้มียีนย่อยยาช้า ทางแพทย์ก็จะทำให้รู้ถึงแนวทางการรักษา โดยการปรับยาต้านวัณโรคลง ส่งผลให้คนไข้สามารถรับประทานยาที่จำเป็นต้องรับประทานได้ครบทุกตัว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรม 2 อย่างที่ใช้ในการรักษาวัณโรค” นพ.สุรัคเมธ กล่าว และว่า กรมฯยังมีโครงการถอดรหัสเชื้อดื้อยาในวัณโรคที่จังหวัดกาญจนบุรีด้วย ซึ่งจากการถอดรหัสพันธุกรรมทำให้ได้รับความรู้ทำให้ราคาถูกลง สามารถนำมาใช้เป็นการตรวจทั่วไปได้

