นักวิชาการ มก.ยันปลอกคอไม่มีผลช้างทำร้ายคน ระบุติดปลอกคอช้างหวังเตือนภัยนักท่องเที่ยว คาดช้างคนต่างตกใจทำเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน หน.เขาใหญ่ชี้ผากล้วยไม้ป่าทึบไม่เหมาะกางเต็นท์ ปิดถาวรหรือไม่ขอหารือกก.ที่ปรึกษาเขาใหญ่-กรมอุทยานฯ เล็งเปิดจุดกางเต็นท์ลำตะคองติดอุปกรณ์แจ้งเตือนช้าง-สัตว์ป่า
เมื่อวันที่ 18 มกราคม นายอดิศักดิ์ ภูสิทธิ์วงศานุยุต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีช้างป่าเขาใหญ่ทำร้ายนักท่องเที่ยวเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการติดปลอกคอ GPS เป็นสาเหตุที่ทำให้ช้างหงุดหงิดจนทำร้ายนักท่องเที่ยว ว่า ที่ผ่านมายังไม่ปักใจเชื่อว่าพลายเจ้าดื้อเป็นช้างตัวที่ทำร้ายนักท่องเที่ยว
“เจ้าดื้อก็เป็นช้างตัวเดียวที่เราเห็นป้วนเปี้ยนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุตอนกลางคืน แต่จะให้ปักใจเชื่อเลยก็ยังไม่ได้ เพราะมี 3 ปัจจัย คือ ช้างหลายตัวอยู่ในช่วงตกมันในฤดูผสมพันธุ์ รวมถึงเจ้าดื้อก็ตกมันในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ปลอกคอก็อาจมีส่วนซึ่งทีมวิจัยติดปลอกคอช้างเมื่อวันที่ 9 มกราคม ต้องใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ในการปรับตัว สุดท้ายพบว่า บนรถของผู้เสียชีวิตที่ห่างกันไม่เกิน 10 เมตร มีผลไม้อยู่ในรถ ซึ่งช้างไปที่รถก่อนพอไม่ได้ผลไม้ ก็มาที่เต็นท์ซึ่งมีผลไม้เหมือนกัน ฟังจากนักท่องเที่ยว ช้างไม่ได้มีเจตนาทำร้าย แต่คงมาหาผลไม้กิน”นายอดิศักดิ์ กล่าว

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ในประเด็นการติดปลอกคอช้างนั้น เพื่อนำไปสู่การป้องกันภัยและการเฝ้าระวังสัตว์ป่าให้กับนักท่องเที่ยวในอนาคต แต่ก็มาเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นก่อน ส่วนจะมีการพิจารณาถอดปลอกคอช้างหรือไม่ เวลานี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามพฤติกรรมพลายดื้อ ถ้ามีผลกระทบ ถ้าสร้างความรำคาญให้เขาและพฤติกรรมเขาเปลี่ยนไปต้องประเมินอีกครั้ง ทั้งนี้ การติดปลอกคอ มีผลดีคือจะรู้พื้นพื้นที่ว่าช้างไปไหน
นายอดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในความส่วนตัวของตนบริเวณลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้เป็นพื้นที่ทึบมีต้นไม้ปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น คงไม่เหมาะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับเป็นลานกางเต็นท์อีกต่อไป ซึ่งพื้นที่ลานกางเต็นท์ควรเป็นพื้นที่โล่งที่เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง ส่วนจะปิดถาวรหรือไม่คงเป็นความคิดตนไม่ได้ ต้องหารือกับคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ (PAC) เขาใหญ่ และกรมอุทยานแห่งชาติอย่างละเอียดรอบคอบก่อน

“ในอนาคตหากกลับมาอนุญาตให้นักท่องเที่ยวกางเต็นท์พักแรมบนเขาใหญ่ได้ โดยหากเปิดคงเปิดบริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคอง ผมมีแนวคิดจะทดลองใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนภัย ที่เป็นลักษณะขึงเส้นเอ็น ไว้รอบพื้นที่ เมื่อช้างหรือสัตว์ป่ามาโดนเส้นเอ็น จะมีสัญญาณแจ้งเตือนและมีไฟส่องสว่างติดขึ้นแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวได้ โดยอุปกรณ์นี้ดำเนินการแล้วที่อุทยานฯ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และจะทดลองนำมาใช้ที่อุทยานฯ เขาใหญ่ต่อไป ซึ่งทำได้ไม่ยากและเจ้าหน้าที่สามารถประดิษฐ์เองได้”หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าว
ด้านนายรองลาภ สุขมาสรวง อาจารย์ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการศึกษานิเวศวิทยาและการเคลื่อนที่ช้างป่าอุทยานฯ เขาใหญ่ กล่าวว่า ปกติช้างป่า จะออกหากินและเดินไปมาตรงผากล้วยไม้เป็นประจำ จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายทุกโอกาสที่ช้างลงมา ทั้งนี้ทราบว่าในคืนเกิดเหตุมีเสียงช้างร้อง แต่ก็ไม่มีใครสนใจเพราะคุ้นเคย และบังเอิญเป็นจังหวะที่ช้างหิว ได้กลิ่นผลไม้ และจังหวะที่คนในเต็นท์ตื่นขึ้นมา คนและช้างต่างตกใจจึงเกิดอุบัติเหตุขึ้น
นายรองลาภ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นวันที่ 9 มกราคม มีการติดเครื่องส่งสัญญาณช้างป่า เพื่อติดตามและเฝ้าระวังช้างตัวที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง ซึ่งเดิมพลายดื้อนี้ก็เคยนั่งทับรถ และออกมาลานกางเต็นท์บ่อยๆ อาจเป็นจังหวะที่บรรจบพอดี ใจตนคิดว่าปลอกคอไม่มีผลกับช้าง เพราะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับน้ำหนักสัตว์ ทั้งจากงานวิจัยทั่วโลกก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ ประเทศไทยเองก็ติดปลอกคอช้างป่าที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน หรือปีเมื่อปี 2542 ติดที่เขตรักษาพันธุ์ฯ ดอยผาเมือง จ.ลำพูน หรือเขตรักษาพันธุ์ฯ ซับลังกา จ.ลพบุรี ก็มีการติดปลอกคอช้างก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทั้งในระหว่างติดหรือหลังติดช้างก็ไม่ได้มีความก้าวร้าวต่อผู้ทำการศึกษา ถ้าเราโยงเรื่องให้มันเกิด มันก็เกิดได้ แต่ถ้าดูข้อเท็จจริง มันก็ไม่มีอะไรที่มันเป็นหลักการเป็นเหตุเป็นผลกัน

นายรองลาภ กล่าวว่า การติดปลอกคอพลายดื้อ ใช้ในการเตือนนักท่องเที่ยว และจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากเพราะทำให้รู้เส้นทางการเดินของช้าง ที่จะส่งให้อุทยานฯ เขาใหญ่ วันที่เกิดเหตุนั้น ไม่ได้มีใครคาดคิด เพราะคนในพื้นที่คุ้นเคย ว่าไม่มีอันตราย เป็นความคุ้นเคย จึงเกิดความประมาท อย่างไรก็สัญญาณจีพีเอสที่ติดปลอกคอพลายดื้อจะส่งมาที่เครื่องรับทุก 4 ชั่วโมง ซึ่งในช่วงเวลาเกิดเหตุไม่พบสัญญาณในบริเวณดังกล่าว ซึ่งพลายดื้ออาจจะผ่านหรือไม่ได้ผ่านไปยังบริเวณนั้นก็ได้ แต่มีเสียงช้างร้องรับกันในบริเวณนั้นอยู่แล้ว โดยขณะนี้ทีมนักวิจัยได้ตั้งเวลาใหม่เป็นส่งสัญญาณทุกๆ 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามการเข้าใกล้หรือติดตามพฤติกรรมช้างมากอาจทำให้ช้างเกิดความเครียดขึ้นได้ จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้เช่นกัน
นายรองลาภ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เราคิดเพียงแต่ว่าจะทำประโยชน์เพื่อเป็นชื่อเสียงให้กับพื้นที่มรดกโลกเขาใหญ่-ดงพญาเย็นเท่านั้น โดยกรมอุทยานฯ รวมทั้งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็เห็นด้วย ซึ่งโครงการฯ ดำเนินการโดยนิสิตปริญญาเอก คณะวนศาสตร์ มก. รวมทีมกับสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมด้วยโดยตนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ ก่อนหน้านี้ก็เข้าไปติดปลอกคอศึกษาพฤติกรรมกระทิงเขาแผงม้า ในพื้นที่ใกล้เคียงเขาใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าด้วย

