ถึงแม้จะไม่ทะลุปรุโปร่งในประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) แต่ตำรวจก็ควรจะแตกฉานในประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา)
“ป.วิอาญา” ได้บัญญัติจัดระเบียบ “การมี” และ “วิธีการใช้อำนาจ” ของเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้อยู่ในหลัก มีขอบเขตอันควรแก่กาละและสถานการณ์ที่เป็นจริง
ไม่ใช่มีอำนาจแล้วจะทำอะไรป่าเถื่อนอย่างไรก็ได้ !
ตำรวจจึงน่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ “ป.วิอาญา” กระจ่างแจ้งจนถือได้ว่าเป็น “จุดแข็ง” ไม่ใช่เป็น “จุดอ่อน”
ผู้นำหน่วยทุกระดับชั้นเมื่อประชุมให้นโยบายหรือการให้แนวคิดแนวปฏิบัติแก่ลูกน้องก็ต้องตั้งอยู่ใน “หลักนิติธรรม”
ความหมายก็คือ ตำรวจต้องยืน
อยู่ตรงกันข้ามกับ “อนารยธรรม”!
“อนารยธรรม” เหมาะกับ “อนารยชน” ที่การตัดสินความขัดแย้งหรือพิพาทกันด้วยกำลังหรือ “อำนาจผู้เป็นใหญ่”
มูลเหตุที่ประเทศไทยมี “ป.อาญา” และ “ป.วิอาญา” ใช้นั้นก็เพราะต้องการหนีให้พ้นจากความเป็น “อนารยชน”!
ระบบตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์สมัยใหม่เกิดขึ้นตามพัฒนาการทางอารยธรรมเพื่อตอบสนองต่อยุคสมัย จึงต้องเข้าใจความเป็นพลวัตพร้อมกับพัฒนาบุคลากรและองค์กรให้ทัน
กรณีควบคุมตัวบุคคลโดยไม่มีหมายเรียกหรือไม่มีหมายจับนั้น ตำรวจจะทำได้ก็แต่เฉพาะ “ความผิดซึ่งหน้า” จะตุกติกฉกฉวยโอกาสหิ้ว หรืออุ้ม หรือควบคุมตัวบุคคลไปโดย “ไม่มีหมายอาญา” ไม่ได้
ไม่มีกฎหมายใดที่ “อนุญาต” ให้ค้นหรือให้จับคนได้ตามอำเภอใจ
ควรได้เวลาที่ตำรวจจะต้องเปลี่ยนสมอง เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนวิธีปฏิบัติกันเสียที
อย่าลืมว่าในบรรดา “หมายอาญา” ทั้ง 5 ซึ่งหมายถึง หมายจับ หมายขัง หมายจำคุก หมายปล่อย และหมายค้นนั้นตำรวจ “ไม่มีอำนาจออกหมายอาญาแม้แต่หมายเดียว”
ทำได้อย่างเดียวคือ ออกหมายเรียก ซึ่งไม่ใช่หมายอาญา มีจุดประสงค์ก็เพื่อให้เกิดการสอบสวนที่รอบด้าน ฟังความจากทุกฝ่ายก่อนที่จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วมี “ความเห็นทางคดี” ส่งไปให้พนักงานอัยการ
แต่ตำรวจมักถูกผู้มีอำนาจใช้เป็น “เครื่องมือของรัฐ” บางคราวจึงลุแก่อำนาจ
เคยมีนายตำรวจมือกฎหมายรุ่นเก่าๆ สอนเอาไว้ว่า
“เมื่อนายสั่งให้ตั้งใจฟัง แล้วใคร่ครวญให้ดี ถูกหรือผิดกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้รับผิดที่ต้องติดคุกคือคุณ อย่าหวังว่าใครจะช่วยได้” !?!!!

