สธ.เร่งปูพรม ตรวจสมุทรสาคร-กทม. เตรียมหารือสัปดาห์หน้า ก่อนคลอดมาตรการ 31 ม.ค.

สธ.เร่งปูพรมตรวจสมุทรสาคร-กทม. เตรียมหารือร่วม ศบค.ชุดเล็ก สัปดาห์หน้า ก่อนคลอดมาตรการควบคุม 31 ม.ค.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)(ศบค.) กล่าวว่า ผลการประชุม EOC ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ ศบค.ชุดเล็ก ได้พูดถึงการค้นหาเชิงรุกใน จ.สมุทรสาคร ที่มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาอยู่รวมกันมากกว่าแสนราย นอกจากนั้นยังมีแรงงานไทยด้วย มีการวางแผนกันว่าสัปดาห์หน้าจะค้นหาเชิงรุกให้มากขึ้น เพราะบางโรงงานมีแรงงานอยู่มากกว่าหมื่นราย แต่บางแห่งได้รับการตรวจเพียง 4,000 ราย จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมและแยกกักกันโรคออกมา ฉะนั้น เป็นสิ่งที่เร่งทำก่อนวันที่ 31 มกราคม เพื่อนำตัวเลขมาใช้ในการตัดสินใจปรับมาตรการ ข้อกำหนดว่าจะผ่อนคลายหรือเข้มข้น

“สัปดาห์หน้าท่านปลัด สธ. ร่วมกับ ศบค.ชุดเล็ก จะมีการวางแผนกัน พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์แต่จะมีการประชุมวางแผนกันที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้ามีการมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการเขตสุภาพที่ 5 และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร (นพ.สสจ.) วางแผนในการปูพรมตรวจโรงงานทั้งจังหวัด ตามวิธีทางระบาดวิทยา เพื่อเป็นตัวอย่างที่จะบอกได้ว่ามีการติดเชื้อเท่าไหร่ เพื่อดึงผู้ติดเชื้อออกมา ลดการกระจายของเชื้อโดยเร็ว” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ส่วนใน กทม. ที่พบผู้ป่วยสะสม 648 ราย เท่ากับชลบุรี มีการรายงานว่าเขตบางขุนเทียน ที่ติดกับสมุทรสาคร มีโรงงานเช่นเดียวกัน ดังนั้นความเสี่ยงไม่ต่างกัน ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร รายงานว่าต้องวางแผนสุ่มตรวจเชิงรุกในโรงงานต่างๆ ด้วย โดยจะเจาะเข้าไปใน 4 โรงงานที่มีผู้ป่วยอยู่ก่อนแล้ว และมีอีก 5 เขตที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น จะเห็นตัวเลขของทั้ง 2 จังหวัดออกมาพร้อมๆ กัน ก็อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะต้องติดตามในสัปดาห์หน้า

“การควบคุมโรคตามสถานการณ์ ต้องปรับตามตัวเลขจริงที่นำเสนอ และขอทิ้งท้ายว่า โรคนี้เป็นโรคหนึ่งที่ต้องอยู่กับเรา ดังนั้นทุกคนมีความเสี่ยง ผมเองก็เสี่ยง ฉะนั้นความเสี่ยงเหล่านี้ เราต้องป้องกันตัวเองให้ดี การที่พบกับผู้อื่น ต้องคิดไว้เสมอว่าเขามีโอกาสติดเชื้อ สิ่งที่เราต้องมั่นใจที่สุดคือการสวมหน้ากากป้องกันทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม การล้างมือ เว้นระยะห่างก็มีความสำคัญร่วมด้วย หากติดเชื้อก็รักษา ที่สุดแล้วก็เหมือนวัณโรค ที่แรงกว่าและแพร่ทางอาการ (Air borne) เราก็อยู่กันมานานแล้ว ตั้งแต่ผมเกิดมาก็รู้จัก แต่เราเพิ่งรู้จักโรคนี้มา 1 ปี ก็ต้องอยู่กับเขาให้ได้” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ดอน’ จับตานโยบาย ‘ไบเดน’ แก้ GSP เผย มีหลายนโยบายที่สอดคล้องกับที่ประเทศไทยทำ
บทความถัดไป‘บิ๊กเกรียง’ลั่นสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ป้องกันโควิด-19 ทะลักเข้าไทย ฮึ่ม!จับกุมนายหน้า