“นรินท์พงศ์”นายกสมาคมทนาย พาลูกหนี้ กยศ.ติดหนี้1.6เเสนลุยร้องศาลเเพ่ง เผยชำระหนี้เเล้ว เเต่ยังโดนฟ้องบังคับยึดบ้านราคา 3.8 ล้าน ศาลเเพ่งนัดชี้2สถาน 17 พ.ค.นี้
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 มกราคม ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และ น.ส.ทิพย์รัตน์ แสงใส ผู้เสียหาย ได้ยื่นฟ้อง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. และบริษัททนายความซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจสืบทรัพย์บังคับคดี ของ กยศ.ต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกทรัพย์คืนเเละค่าเสียหายรวมมูลค่า 3,894,000บาท
นายนรินท์พงศ์กล่าวว่า กรณีนี้สืบเนื่องจาก ผู้เสียหาย เป็นลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตามคำพิพากษาของศาลแขวงธนบุรี จำนวน 167,829.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ต่อมา ผู้เสียหายทราบว่า มีการยึดทรัพย์ที่ดินและบ้านของผู้เสียหาย ออกขายทอดตลาด เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้เสียหายและบิดาจึงทำการชำระหนี้ทั้งหมด กับ กยศ. และตัวแทนแล้ว ในก่อนถึงวันนัดขายทอดตลาด ซึ่ง กยศ. ในฐานะผู้ยึดทรัพย์จะต้องดำเนินการงดการขาย ถอนการบังคับคดี แต่ปรากฏว่า ที่ดินและบ้านของผู้เสียหายยังถูกบังคับคดีขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอก เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,650,000 บาท ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย เนื่องจากปัจจุบัน ที่ดินและบ้านมีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้าน บาท และ ผู้ซื้อทรัพย์ยังได้มีหนังสือขับไล่ผู้เสียหายและบิดาออกจากที่ดินและบ้านที่อาศัยด้วย ผู้เสียหาย ได้เคยร้องขอความเป็นธรรมต่อ กยศ. เพื่อให้หาทางคืนบ้านและที่ดินให้แล้ว ตั้งแต่ทราบเหตุ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562แต่ล่วงเลยจนบัดนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าและได้ข้อยุติในเรื่องนี้ จึงต้องฟ้องศาล เพื่อให้คืนที่ดินและบ้าน และเรียกค่าเสียหาย กับ กยศ. และผู้เกี่ยวข้องต่อไป
นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่าลูกหนี้ กยศ.มีหน้าที่ต้องชำระหนี้เเน่นอน เเต่พอทราบว่ามีกนี้1.6 เเสนก็รวบรวมเงินรวมดอกเบี้ยตามกฎหมายประมาณ 2เเสนบาท ชำระหนี้ เเต่ กยศ.กลับให้บริษัททนายความที่รับจ้างเป็นเอาท์ซอร์ซไปดำเนินการยึดทรัพย์ ซึ่งการสืบทรัพย์ทนายความต้องทราบว่าการยึดทรัพย์เกินกว่าความเป็นจริงกฎหมายห้ามทำจะเห็นว่ามูลค่าหนี้2เเสนบาทกับบ้านมูลค่า3.8ล้านกว่าบาทจำนวนห่างไกลกัน
ประเด็นที่2เมื่อได้รับการชำระหนี้เเล้วทนายความที่ได้รับมอบอำนาจกลับไม่ไปดำเนินการถอนอายัดทรัพย์ จึงอยากฝากไว้ว่าถ้าการปฏิบัติของ กยศ.เป็นเเบบนี้กับลูกหนี้ทั่วประเทศเเบบกรณีนี้มีคำถามว่าลูกหนี้จะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร ก่อนเดินทางวันนี้ทางสมาคมทนายความได้ตรวจสอบสำนวนทั้งหมดเเล้วว่าความบกพร่องดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวลูกหนี้ กยศ. เเต่มันเกิดจากตัวเจ้าหนี้
“วันนี้เป็นภาระขนาดที่ว่าอดีตลูกหนี้ กยศ.ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคดีนี้เป็นเงิน 7 หมื่นบาท ซึ่งมันเกือบเท่าหนี้2เเสนบาทที่เอามายึดบ้าน 3 ล้านบาทมันตรงกันตรงไหน ถ้า กยศ.มีข้อเท็จจริงโต้เเย้งสามารถเชิญตนไปอธิบายได้” นายกสมาคมทนายกล่าว
น.ส.ทิพย์รัตน์ โจทก์ในคดี ยืนยันว่าไม่ทราบเลยว่าบ้านได้ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว เพราะไม่มีหนังสือแจ้งการยึดทรัพย์ใดๆ จนกระทั่งวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ผู้ที่ซื้อที่ดินได้มีหนังสือขับไล่ตนเองและครอบครัวให้ออกจากบ้าน ทำให้ตนเองได้รับความเดือดร้อนและเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะหนี้ก็ชำระครบถ้วนก่อนการขายทอดตลาด แต่กลับยังถูกยึดบ้านและที่ดินที่อยู่มา 30 ปี เมื่อทวงถามไปทาง กยศ. ก็เพียงรับทราบเรื่องในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเเละรับปากจะดำเนินการประสาน เเต่พอมาจนวันนี้ที่จะมีการบังคับคดีกลับยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขใดๆ ให้ ทำให้ครอบครัวเครียดเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจมายื่นฟ้องต่อศาล ทุกวันนี้ตนก็เครียดเเต่สงสารคุณพ่อคุณเเม่ที่เครียด
โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณากำหนดนัดชี้สองสถานวันที่ 17 พฤษภาคม 25 64 เวลา 09.00 น.

