รวบชายชาวเขมรคาผ้าเหลือง เกลื่อนวัดดังย่านฝั่งธนฯ เมินโควิด-จับหญิงพม่าสวมบัตรปชช.30ปี

26.01.21 | 15:52 น.

ตม.รวบเขมรปลอมเป็นพระหลอกชาวบ้านย่านภาษีเจริญ-หญิงเมียนมาสวมบัตรคนไทยนาน 30 ปี


เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 26 มกราคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อม พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.,พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1,พ.ต.ท.บุญเรือง เล็กน้อย รอง ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมแถลงผลการจับกุมพระต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา 27 ราย หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

พ.ต.อ.ยศเอก กล่าวว่า ตำรวจกก.สส.บก.ตม.1 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าบริเวณวัดตะล่อม เขตภาษีเจริญ มีพระสงฆ์ต่างด้าวมาจำวัดอยู่หลายร้อยรูปอย่างหนาแน่นและแออัด อาจเป็นแหล่งแพร่กระจายของโรคไวรัสโควิด-19 และมีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชน ขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และดำเนินการ เบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลทำให้ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหลายจังหวัด เช่น ตม.จว.สระแก้ว ตม.จว.สมุทรปราการ ตม.จว.นครปฐม เคยจับคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่อ้างว่าเป็นพระภิกษุและจำวัดที่วัดตะล่อมมาแล้วหลายราย จากนั้นได้วางแผนจัดกำลังลงไปหาข้อมูลและตรวจสอบอีกครั้งโดยเจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวและเฝ้าติดตามพฤติการณ์ของบุคคลที่คาดว่าเป็นพระสงฆ์ต่างด้าว จนทราบแน่ชัดว่าภายในวัดมีพระต่างด้าวจำวัดอยู่เป็นจำนวนมากตามที่มีการร้องเรียน โดยพระเหล่านี้ช่วงเช้ามืดจะออกบิณฑบาตและออกรับเรี่ยไรตามตลาดและแหล่งชุมชนต่างๆ ที่มีประชาชนจำนวนมาก ซึ่งจะมีรถแท็กซี่และจักรยานยนต์รับจ้างคอยรับส่งเป็นประจำ ส่วนของที่ได้จากการบิณฑบาตส่วนใหญ่จะมีการวนให้แม่ค้านำมาจำหน่ายให้ประชาชนนำมาใส่บาตรใหม่อีกรอบ และจะกลับเข้าวัดในช่วงสาย ๆ ของแต่ละวัน

พ.ต.อ.ยศเอก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้แฝงตัวเข้าไปสำรวจที่พักของพระสงฆ์ภายในวัดพบว่ามีการแบ่งเป็นโซน ๆ โดยพระต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถูกต้องจะจัดให้พักอยู่บริเวณอาคารกุฏิพระ ส่วนพระที่อยู่โดยไม่ถูกต้องจะพักอยู่บริเวณใต้ถุนกุฏิใต้อาคารต่างๆหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลที่ชัดเจน จึงจัดกำลังเข้าตรวจสอบ โดยเน้นเข้าตรวจสอบในช่วงเวลาบ่าย เพราะพระส่วนใหญ่จะอยู่ภายในบริเวณวัดโดยจะทำการตรวจสอบเอกสารการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เอกสารแสดงความเป็นพระสงฆ์หรือใบสูติบัตรพระ และมีการตรวจวัดอุณหภูมิเบื้องต้น เพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 เนื่องจากพระสงฆ์ส่วนใหญ่เป็นพระต่างด้าวและอยู่รวมกันอย่างแออัดหนาแน่น หากมีผู้ติดเชื้อ อาจเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคได้โดยมีพระเลขานุการวัดตะล่อมเป็นผู้นำตรวจและแจ้งว่าเจ้าอาวาสไม่อยู่ เจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังกันตรวจสอบพบพระสงฆ์สัญชาติต่างๆ คือเมียนมา อินเดีย กัมพูชา ลาว บังคลาเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญชาติเมียนมา และมีเอกสารถูกต้องจำนวน 181 รูป ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจพบพระภิกษุส่วนหนึ่งหลบอยู่บริเวณใต้เมรุเผาศพและบริเวณใต้ถุนอาคารกุฏิพระ จากการตรวจสอบพบคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 27 ราย ไม่สามารถนำหลักฐานใดๆ ซึ่งแสดงความเป็นพระสงฆ์และการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้

Advertisement

จากการสอบสวนรับว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งบุคคลเหล่านี้เข้ามาและมีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่อให้ประชาชนที่มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญบริจาคเงิน ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย พระเลขานุการวัดตะล่อมแจ้งว่าเจ้าอาวาสจะเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ใครหรือพระรูปใดได้เข้ามาจำวัดหรือพักอาศัยภายในบริเวณวัด จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ให้คนต่างด้าวเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและนำตัวคนต่างด้าวทั้งหมดไปที่สน. บางเสาธง ส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งนี้ได้ให้พนักงานสอบสวนให้ดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวในข้อหาให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม

พ.ต.อ.ยศเอก กล่าวว่า อีกคดีจับกุมนางสุคำ กองแก้ว หรือนางคำแปง ชาวเมียนมา สวมบัตรประชาชนคนไทยนานกว่า 30 ปี โดยจับกุมได้บริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีห้วยขวาง หลังได้รับการประสานมาจากเจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ด ว่ามีบุคคลต่างด้าวสวมบัตรประชาชนคนไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้รับคำร้องของนางสุคำ กองแก้ว ขอแจ้งย้ายปลายทางเข้าไปในทะเบียนบ้านหลังหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี จากนั้นนางสุคำได้ยื่นคำร้องความประสงค์ขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ขณะที่สแกนลายนิ้วมือ เพื่อเปรียบเทียบหลักฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนระบบแสดงข้อมูลรายการบุคคลและภาพใบหน้าของผู้ต้องหามีบัตร 2 ภาพ ซึ่งเป็นภาพของบุคคลคนเดียวกัน เมื่อสอบถามนางสุคำ ได้เดินหนีไป พร้อมกับบัตรประชาชนที่ใช้แสดงตนในการแจ้งย้ายที่อยู่ไว้

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่านางสุคำมี 2 สถานะทางทะเบียนราษฎร์ สถานะที่ 1 เป็นบุคคลสัญชาติไทยชื่อนางสุคำ สถานะที่ 2 เป็นบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนชื่อนางอุ่นแปง ซึ่งเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาน่าจะมีการทุจริตสวมตัวทำบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ดจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสภ.ปากเกร็ด และได้ทำการประสานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามผู้กระทำความผิดจนกระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่านางสุคำหรือนางอุ่นแปง ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 29/2564 ลงวันที่ 21 มกราคม 2564 ได้พักอาศัยอยู่บริเวณอาคารมโนชัยแมนชั่น เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบจนพบบุคคลต้องสงสัยคือนางอุ่นแปงหรือนางสุคำ ยืนอยู่บริเวณหน้าอาคาร เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับรูปภาพตามตำหนิรูปพรรณในหมายจับดังกล่าวพบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับจริง แต่นางอุ่นแปงหรือนางสุคำได้ขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้างออกจากอาคารมายังบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีห้วยขวางฝั่งติดกับอาคารชุดคอนโดไลฟ์แอทรัชดา-ห้วยขวาง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

นางอุ่นแปง หรือนางสุคำ รับสารภาพว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับจริงและยังไม่เคยถูกจับกุมมาก่อน ทั้งนี้เดิมตนเองชื่อเอื้อยตาลสัญชาติเมียนมาเชื้อสายไทลื้อ เกิดที่จังหวัดเชียงตุง ประเทศเมียนมา และเติบโตอยู่ที่จังหวัดเชียงตุง จนอายุได้ประมาณ 4 ปี ก็ได้เดินทางมาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมีญาติอยู่ที่อำเภอแม่สาย จึงได้อาศัยอยู่ด้วยประมาณปีกว่า หลังจากนั้นประมาณปี พ.ศ.2530 ได้มาทำงานที่เขตบางกะปิ กรุงเทพฯโดยมาทำงานเป็นแม่บ้านให้กับผู้รับเหมาก่อสร้างรายหนึ่ง และบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการติดต่อทำบัตรประชาชนให้ในราคาประมาณ 30,000 บาทซึ่งในสมัยนั้นก็ได้บัตรประจำตัวประชาชนมาในชื่อนางสุคำ และเมื่อปีพ.ศ.2536 ผู้รับเหมาคนดังกล่าวได้เสียชีวิต ตนเองก็ได้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาประมาณปีพ.ศ. 2550 จึงได้ไปขึ้นทะเบียนบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน กับทางอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายและตนก็ได้บัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนชื่อนางอุ่นแปง แต่ก็ยังคงถือบัตรประจำตัวคนไทยเรื่อยมาจนกระทั่งถูกจับกุมได้

เบื้องต้นแจ้งข้อหาเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติไทยทำหรือใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทางทะเบียนราษฎร์อื่นโดยมิชอบ และเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรด้วยการแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ. ปากเกร็ด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป