เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่โรงแรมริชมอนด์ นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวในการประชุมวิชาการโรคเลปโตสไปโรสิส(โรคฉี่หนู) ประจำปี 2559ในหัวข้อ “Zero Death in Leptospirosis: How?” ว่า โรคเลปโตสไปโรสิสหรือโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนและเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน มีสัตว์หลายชนิดเป็นสัตว์รังโรค เช่น หนูโค กระบือ สุกร สุนัข แมว เป็นต้น แต่หนูเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ เพราะเชื้อโรคที่อยู่ในฉี่หนูจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำและอยู่ในดินโคลนชื้นแฉะ เชื้อจะเข้าทางแผลรอยผิวหนังถลอก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ กลุ่มเสี่ยงสำคัญ เช่น ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ คนงานโรงฆ่าสัตว์ กรรมกรขุดลอกคูคลอง เป็นต้น
นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า จากข้อมูลเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1มกราคม – 5 สิงหาคม 2559 พบผู้ป่วยโรคฉี่หนูแล้ว1,061 ราย ในพื้นที่ 59 จังหวัด เสียชีวิต 16 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ อายุ 45-54 ปี รองลงมา 35-44 ปีและ 25-34 ปี ตามลำดับ อาชีพส่วนใหญ่เป็นเกษตรร้อยละ 49.2 ส่วนในปี 2558 ตลอดทั้งปีพบผู้ป่วย 2,151ราย และเสียชีวิต 51 ราย นอกจากนี้ ยังพบว่าในช่วงปี2554 – 2558 อัตราป่วยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องส่วนอัตราป่วยตาย ตั้งแต่ปี 2554-2557 ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน คือ 1.64, 1.45, 0.95, 0.87 แต่ปี 2558 อัตราป่วยตายเพิ่มเป็นร้อยละ 2 จากรายงานการสอบสวนโรคเบื้องต้น พบว่า สาเหตุเกิดจากผู้ป่วยมาพบแพทย์ช้าหรือแพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้า ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยโรคฉี่หนูมักแสดงอาการไม่จำเพาะเจาะจง เช่นมีไข้ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย คล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดหรือโรคติดเชื้ออื่นๆ ทำให้ผู้ป่วยซื้อยามารับประทานเองหรือไปพบแพทย์แต่อาจวินิจฉัยเป็นโรคติดเชื้ออื่นๆ จนกระทั่งผู้ป่วยมีอาการเข้าสู่ระยะรุนแรง ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ตาแดง ตัวเหลือง เลือดออกในปอด ไตวาย และเสียชีวิตในที่สุด
นพ.อำนวย กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโรคที่จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลง แต่ พบจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในปี 2558 นั้น ในพื้นที่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น และจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของพื้นที่ เช่น การรณรงค์ให้ประชาชนรีบไปพบแพทย์หากมีอาการเจ็บป่วย หรือเสริมสร้างกระบวนการที่ทำให้เกิดการวินิจฉัยที่รวดเร็วและดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญประชาชนต้องรู้จักวิธีป้องกันตนเอง โดยปรับให้เข้ากับวิถีการดำรงชีวิตหรือการทำงาน มีการจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ชุมชนมีส่วนร่วมกับการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค จะช่วยลดการเจ็บป่วยด้วยโรคฉี่หนู และนำไปสู่การลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ในอนาคต
“จริงๆ เราสามารถป้องกันโรคฉี่หนูได้ โดยปฏิบัติ 4 ลด ได้แก่1.ลดหนู โดยเก็บอาหารที่กินเหลือหรือขยะให้มิดชิด ทำลายขยะอย่างถูกวิธี 2.ลดการสัมผัส โดยการใส่รองเท้าบู๊ทหรือเครื่องป้องกันอื่นๆ ล้างตัวให้สะอาดและซับให้แห้งเมื่อไปสัมผัสน้ำท่วมขัง 3.ลดการเสียชีวิต โดยสังเกตอาการ ถ้ามีไข้ปวดศีรษะรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่โคนขาหรือน่อง หลังจากแช่น้ำ ย่ำที่ชื้นแฉะ ภายใน 7 วัน ให้สงสัยว่าเป็นโรคนี้ รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง 4.ลดการระบาด โดยให้ผู้นำชุมชนอสม. สังเกตว่ามีผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ แม้เพียงรายเดียวให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อรีบดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด” นพ.อำนวยกล่าว
