อนุทิน ไม่เชื่อ จนท.บิดเบือนไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ จี้ กทม.ทำตาม กม.ละเว้นผิด ม.157 

28.01.21 | 14:09 น.
อนุทิน ไม่เชื่อ จนท.บิดเบือนไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ จี้ กทม.ทำตาม กม.ละเว้นผิด ม.157 

วันนี้ (28 มกราคม 2564) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวถึงกรณีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับงานเลี้ยงในกรุงเทพมหานคร อ้างว่าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ทั้งหมดแล้ว แต่ไทม์ไลน์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ตรงกับที่ให้ข้อมูลไว้ว่า หากเป็นเช่นนั้น ก็ให้ออกมาชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่บิดเบือนข้อมูลอย่างไร การบิดเบือนคำให้การก็มีความผิด

“ดังนั้น เจ้าหน้าที่จะทำความเดือดร้อนให้กับตนเองทำไม โดยวัตถุประสงค์การสอบสวนโรค ก็เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ผมมั่นใจว่าไม่มีเจตนาประสงค์ร้ายต่อผู้ให้ข้อมูล จึงควรให้ข้อมูลมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นสิ่งที่ต้องทำตามกฎหมายว่า ไปสัมผัสกับใคร ไปที่ไหนอย่างไร” รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม ตนแจ้งให้กรมควบคุมโรค ออกหนังสือไปที่สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งดำเนินการตามกฎหมายกำหนด เพื่อดูว่ามีความผิดอย่างไร ละเมิดประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)(ศบค.) หรือไม่ ซึ่งมีหลายประเด็น ผู้ดำเนินการจะเป็นเจ้าพนักงานของ กทม. หากไม่เร่งดำเนินการก็จะผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“สธ.ไม่ได้ตามจับเอง แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปดำเนินการ เจ้าพนักงานที่หน้าที่สอบสวนให้ได้ข้อมูลมากที่สุด ป้องกันไม่ให้เชื้อกระจายวางกว้าง ทุกอย่างทำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ก็ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือมากที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การนำกฎหมายมาเอาความผิด จะส่งผลให้มีการปกปิดข้อมูลมากขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนโรค มีวิธีการสอบสวน ปิดไม่ได้ เพราะหากพบว่าปกปิดข้อมูล จะเข้าข่ายความผิดเรื่องการไม่ให้ความร่วมมือสอบสวนโรค ก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชนอื่น

Advertisement

“มันมีข้อกฎหมายอยู่ อย่าไปทำเลย ขอให้ความมัน่ใจว่าข้อมูลที่มา คนที่สอบสวนโรคไม่มีทางเอาไปใช้เพื่อความสนุกสนามของตัวเอง เขาทำตามหน้าที่ของเขา ถ้าไม่อยากให้ไทม์ไลน์ ก็เคารพกฎหมาย ที่ต้องถูกสอบสวนก็เพราะท่านไม่เคารพกฎหมาย” นายอนุทิน

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า สำหรับโรงแรงบันยันทรี หากจะถามว่าผิดหรือไม่ ก็ดูว่ามีการให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดบริการเกินเวลา 21.00 น. อนุญาตให้คนเข้ามาชุมนุมอย่างใกล้ชิด จำนวนมาก เป็นความชัดเจน ภาพต่างๆ ที่ออกมา ก็อธิบายพฤติกรรมได้อย่างดี

ด้าน นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กล่าวถึงหลักการสอบสวนโรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า โดยหลักการคือพื้นที่รับผิดชอบ คือ กทม.จะดูแล โดยมีสำนักงานอนามัย และกองควบคุมโรคติดต่อ เป็นผู้สอบสวนโรค ส่วน สปคม.เป็นหน่วยงานเสริม กรณีที่ 1.มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน (คลัชเตอร์) ใหญ่ มีความซับซ้อน และ 2.กรณีเคสข้ามเขต เช่น ติดเชื้อจากจังหวัดอื่น แต่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ กทม. สปคม. จะมาเชื่อมให้

“ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการเซตระบบว่า โรงพยาบาล หรือห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ใดตรวจพบผู้ติดเชื้อฯ จะต้อง สอบสวนโรคเบื้องต้นโดยพยาบาลโรคติดเชื้อ และทำใบโนเวล 2 หรือใบสวนโรคเบื้องต้น มาที่ สปคม. จากนั้นเจ้าหน้าที่ ก็จะตรวจสอบเพิ่มเติมว่าครบถ้วนหรือไม่ ถ้ายังไม่ครบก็สอบสวนเพิ่ม โดยอาจจะสอบตรงไปที่ตัวผู้ติดเชื้อฯ หรืออาจจะตรวจสอบไปที่พยาบาลฯ คนที่สอบสวนเบื้องต้นก็ได้ เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะส่งข้อมูลทั้งหมดพร้อมใบสอบสวนโรคเบื้องต้น เข้าสู่ระบบแจ้งสำนักอนามัย และกองควบคุมโรค” นพ.วิชาญ กล่าวและว่า จากนั้น สำนักอนามัยจะมาดูว่าผู้ติดเชื้อฯ อยู่ในพื้นที่ไหนของ กทม. แล้วแจ้งต่อไปยังศูนย์บริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่ เพื่อลงไปสอบสวนโรคในพื้นที่อย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วแจ้งข้อมูลกลับมาที่สำนักอนามัย แต่เมื่อไรก็ตาม ที่มีรายงานผู้ติดเชื้อมาก ศูนย์ฯ ทำไม่ไหว ก็จะประสานมายังสำนักอนามัย และ สปคม. เพื่อช่วยในการสอบสวนโรค

เมื่อถามว่าปาร์ตี้วันเกิดดีเจชื่อดัง สปคม.เข้าไปร่วมสอบสวนโรคด้วยหรือไม่ นพ.วิชาญ กล่าวว่า สปคม. จะเคลียร์ใบสอบสวนโรคเบื้องต้นให้กับสำนักอนามัย แล้วในรายที่สำนักอนามัยสอบไม่ได้ ก็จะแจ้งกลับมาที่สปคม. เพื่อตรวจสอบข้อมูล ซึ่งก็ต้องบอกว่าบางครั้ง สปคม.ก็ไม่ได้ข้อมูลมาเช่นกัน ถึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงสรุปไทม์ไลน์ครั้งแรกออกมาเช่นนั้น ซึ่งเขาก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า ล่าสุดผู้ติดเชื้อชี้แจงว่าได้มีการให้ข้อมูลไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่ทราบว่าไทม์ไลน์ออกมาเช่นนั้นได้อย่างไร นพ.วิชาญ กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อฯ อาจจะเข้าใจว่าได้ให้ข้อมูลกับพยาบาลคนแรก ที่สอบสวนเบื้องต้นแล้ว แต่สิ่งที่ผู้ติดเชื้อต้องเข้าใจคือ การสอบสวนโรค คือการสัมภาษณ์ ซึ่งไม่ใช้สัมภาษณ์แค่ครั้งเดียว แล้วจบ ยิ่งลักษณะเป็นกลุ่มก้อน ยิ่งต้องสอบสวนเยอะ จะมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ทั้งสำนักอนามัย สปคม. กรมควบคุมโรคติดต่อไปสอบถามแล้วนำข้อมูลมารวมกันเพื่อดูว่า ได้ให้ข้อมูลตรงกันหรือไม่ เชื่อมต่อกันได้หรือไม่

เมื่อถามต่อว่าในพื้นที่ที่มีรายงานผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ประชาควรอิงกับไทม์ไลน์ หรือจริงๆ แล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร นพ.วิชาญ กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์เป็นพื้นที่ๆ ซึ่งไทม์ไลน์จะเป็นประโยชน์กับทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่สอบสวนโรค ในการวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง กิจกรรมเสี่ยง เช่นการสังสรรค์ เกิดการตื่นตัวในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่ควบคุมสูงสุดเราต้องระลึกเสมอว่าทุกพื้นที่ ทุกกิจกรรมมีความเสี่ยงหมด ดังนั้นพฤติกรรมการป้องกันตัวเองสำคัญที่สุด คือการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง และล้างมือบ่อยๆ