เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงนโยบายยาเสพติดของกระทรวงยุติธรรม ว่า อยากให้ทำความเข้าใจเรื่องนี้ว่า ยาเสพติดยังคงเป็นยาเสพติด ซึ่งทาง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ยังพูดเสมอ การกำกับปราบปรามก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องทำทุกภาคส่วน ทั้งดีมาน(อุปสงค์) และซัพพลาย(อุปทาน) อย่างหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จะต้องช่วยในแง่การบำบัดรักษาผู้ป่วย คือ ช่วยลดดีมานลง โดยผู้เสพยา ไม่ใช่อาชญากร แต่ต้องดึงพวกเขามารักษาเป็นผู้ป่วย เพื่อให้หายจากการติดยาให้ได้ และกลับสู่สังคม ไม่กลับไปเสพซ้ำ ซึ่งตรงนี้ต้องร่วมกับหลายหน่วยงานในการดูแล ทั้งท้องถิ่น ชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังต้องปราบปราม จับกุม ลดซัพพลายอยู่เช่นเดิม
ผู้สื่อข่าวถามว่า การลดซัพพลาย ส่วนหนึ่ง สธ. โดยองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ต้องผลิตยาให้ราคาถูกลงเหลือ 50 สตางค์ด้วยหรือไม่ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ไม่มี กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ไม่ผลิตแน่นอน และที่มีความเข้าใจผิดคิดว่า พล.อ.ไพบูลย์ สั่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ไปผลิตยาราคาถูกนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดมากกว่า เพราะไม่ได้มาสั่งแต่อย่างใด
ด้านนพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า อภ.พร้อมให้การสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ หากมีนโยบายให้มีการผลิตในประเทศจริงๆ แต่คำถามมีอยู่ประเด็นเดียวคือนโยบายต้องชัดเจนว่าเป็นยาตัวใด เนื่องจากมีการพูดถึงยาบ้าในเมืองไทยอยู่ 2 ตัวคือ เมดแอมเฟตามีน กับแอมเฟตามีน 2 ตัวนี้คล้ายกัน แต่ในต่างประเทศจะต่างกันโดยสิ้นเชิง มีบางประเทศถือว่าแอมเฟตามีนเป็นยาไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นยาเสพติด โดยมีการใช้เป็นยาทดแทนการเสพติดเมดแอมเฟตามีน คล้ายกับการเอาสารเมทาโดนมาใช้ทดแทนการเสพติดเฮโรอีน ดังนั้นประเทศไทยจะต้องจัดการที่ตัวกฎหมายให้มีความชัดเจนว่าจะปรับอย่างไร ซึ่งหากระบุว่าเป็นตัวแอมเฟตามีน นั้นอภ.สามารถทำได้โดยเทียบเคียงมาตรฐานของต่างประเทศได้ แต่ถ้าเป็นเมดแอมเฟตามีนนั้นไม่รู้ว่าจะเอาไปเทียบกับมาตรฐานใดเพราะถือเป็นสิ่งที่ผิดหมายโดยสิ้นเชิง

