หมายเหตุ -นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าภายหลังจัดกิจกรรม จ๊อบ เอ็กซโป ไทยแลนด์ 2020 เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2563

นายสุชาติ กล่าวว่า จ๊อบ เอ็กซโป ไทยแลนด์ 2020 เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่มีการเปิดสอบคัดเลือกเข้ารับการบรรจุ รวมทั้งความร่วมมือจากนายจ้าง/สถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคเกษตร ภาคการท่องเที่ยวและบริการที่มีความต้องการจ้างงาน เข้าร่วมรับสมัครงาน โดยมีตำแหน่งงานจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านอัตรา ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมา เป็นไปตามเป้าหมายและสอดคล้องกับการดำเนินงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ในยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ที่มุ่งเน้นการ เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องการให้คนไทยทุกช่วงวัยมีงานทำอย่างถ้วนทั่ว สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้เข้าสู่ตลาดแรงงาน

“รัฐบาลจัดจ๊อบ เอ็กซโปฯ 2020 เพราะขณะนั้น เป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 รอบแรก มีคนตกงานจำนวนมาก แต่เราก็ยืนยันว่าความต้องการจ้างงานยังมีอยู่ จึงตั้งเป้าว่าให้คนมีงานทำ 1 ล้านคน จากทั้ง 1.ภาครัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.ภาคเอกชน และ 3.ส่งออกแรงงานไปต่างประเทศ และ 4.โครงการจ้างนักศึกษาจบใหม่ หรือ โค-เพย์เมนต์ (Co-payment)” นายสุชาติ กล่าว
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการติดตามความคืบหน้า ณ วันที่ 18 มกราคม 2564 มีผลการบรรจุงาน จำนวน 857,888 คน ดังนี้ 1.ภาครัฐ 597,596 ราย ภาคเอกชน 240,453 ราย (ในจำนวนนี้จากแพลตฟอร์ม ไทยมีงานทำ 101,231 ราย) ส่งออกไปต่างประเทศ 11,415 ราย (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2563-วันที่ 18 มกราคม 2564) และโค-เพย์เมนต์ 8,424 ราย

“สำหรับ 1 ล้านอัตรา ผ่านไป 3 เดือน นับตั้งแต่ที่เปิดโครงการเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2563 เรามีตัวเลข ณ วันที่ 18 มกราคม จำนวน 8 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 85.7 ถือว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมากๆ เหตุผลเพราะว่า กว่าจะได้ 8 แสนกว่าคนนี้ ใน 1 ไตรมาส ยากมาก แต่สิ่งที่ได้มาเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน อันเป็นผลจากที่นายกฯ ไปเปิดงานในวันนั้น กลายเป็นงานของรัฐบาล ซึ่งภาพรวมต้องยอมรับว่า ในส่วนของภาครัฐจ้างประมาณ 5 แสนกว่าอัตรา เอกชน 2.4 แสนอัตรา ถือว่าเยอะมาก ขณะที่โค-เพย์เมนต์
หมื่นอัตรา กับ ส่งออกไปต่างประเทศ 2หมื่นอัตรา หลายคนอาจมองว่าโค-เพย์เม้นต์ คนเข้างานน้อย ผมก็ไปดูตัวเลขเดือนตุลาคม คนเข้างานเด็กอายุต่ำกว่า 25 ปี ไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม ประมาณ 3 หมื่นกว่าคน แต่ใช้โค-เพย์เมนต์ ประมาณ 2,000 คน ผมไปถามหาเหตุผลจากภาคเอกชนว่า ทำไมไม่เข้าโครงการ เขาบอกว่า เพราะเขาแข็งแรงพอที่จะจ้างงานได้และจ้างเต็ม ถ้าจ้างโค-เพย์เมนต์ จ้างได้แค่ 1 ปี กลัวว่าเด็กที่มาจะทำแบบฉาบฉวย เขาต้องการเด็กตั้งใจทำงาน เรียนรู้ และอยู่ยาว จึงพร้อมที่จะจ้างต่อ ส่วนโค-เพย์เมนต์นั้น เป้าหมายหลักคือ เพราะให้กลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพ ที่ยังไม่รู้ว่าใน 1 ปี ธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จึงจ้างระยะสั้น อีกธุรกิจคือ ธุรกิจขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอี คือ จ้างเพื่อมาช่วยเรื่องยอดขาย แบบถ้าทำได้ จ้างต่อ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต่อสัญญา แต่ถ้าเป็นธุรกิจมั่นคง อย่างกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ พวกนี้จะจ้างยาว” นายสุชาติระบุ
ในเรื่องโค-เพย์เมนต์นั้น นายสุชาติ บอกว่า ยังมีข้อติดขัด เพราะนโยบายต้องเป็นคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม คือ ต้องจบใหม่ แต่เป็นไปไม่ได้ที่ภาคเอกชนเขาจะใช้แต่คนที่ไม่เคยทำงานมาก่อน จึงนำปัญหานี้เข้าหารือกับนายกฯ และเกิดการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ คือ ให้คนที่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม แต่ต้องอายุไม่เกิน 25 ปี จบการศึกษาปี 2562-2564
“เรื่องนี้แก้ไขแล้ว ซึ่งเมื่อแก้ไขหลักเกณฑ์นี้แล้ว ทำให้ยอดโค-เพย์เมนต์ในเดือนมกราคม เท่ากับช่วงก่อนหน้านี้ 2 เดือนรวมกัน เริ่มมีการจ้างงานมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องยอมรับว่า เด็กจบใหม่ได้บรรจุงานไปก่อนหน้ามีโครงการแล้วแสนกว่าคน” นายสุชาติ กล่าวและว่า ตั้งใจว่าจะจัดจ๊อบ เอ็กซโป ปีละ 1 ครั้ง เพราะกระทรวงแรงงานต้องเป็นตัวกลางในการหาบริษัทที่แข็งแรง จับคนตกงาน คนจบใหม่ มาเจอกันให้ได้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากตัวเลขผู้ประกันตน มาตรา 33 ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 ที่มีการจัดจ๊อบ เอ็กซโป พบว่า เดือนตุลาคม มีตัวเลขคนออกจากงาน 81,668 คน แต่กลับมาทำงาน 48,776 คน มีคนอายุต่ำกว่า 25 ปี ไม่เคยมีประกันสังคม อีก 34,293 คน แสดงว่าคนออกกับคนเข้าในเดือนตุลาคมพอๆ กัน เดือนพฤศจิกายน คนออก 42,000 คน คนเข้า 58,527 คน กลุ่มจบใหม่อีก 37,000 คน ช่วงนี้คนออกน้อยกว่าคนเข้า

“พอเดือนธันวาคม คนออกจริงๆ แค่ 16,399 คน แต่เข้า 38,700 คน จบใหม่ 23,251 คน แปลว่า คนออกแค่ 16,399 คน คนเข้า 38,000 คน คือ คนเคยทำงานแล้ว กลับเข้ามาใหม่ และก้อนที่ไม่เคยทำงานเลยอีก 23,000 คน นี่คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจฟื้นตัวแล้ว ถามว่าแล้วคนตกงานจริงๆ คือ เท่าไร ก็เอาตัวเลขตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม มาดูกันว่า มี 3 กรณี คือ ลาออก เลิกจ้าง หมดสัญญาจ้าง 1,024,000 ราย แต่คนเข้าก้อนที่เคยเป็นผู้ประกันตน และกลับมาทำงานใหม่ 282,000 ราย ก้อนที่ไม่เคยอยู่ในประกันสังคม กลับมาทำงานใหม่ 313,000 ราย สรุปจะเห็นว่ามีคนตกงานจริง 4-5 แสนคน แต่เราต้องยอมรับสภาพว่า เศรษฐกิจเพิ่งฟื้นช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม” นายสุชาติ ระบุ
ทั้งนี้ นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า จ๊อบ เอ็กซโป ใช้เงินจัดงาน 20 ล้านบาทเศษ แต่สามารถจ้างงานไป 8 แสนกว่าคน ช่วยคนไม่มีงานทำได้มาก ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนหลายแสนล้านบาท คุ้มค่ามาก! และว่าถ้าไม่มีตลาดกลางในการเชื่อมคน โอกาสให้เขาได้เจอกันก็ยาก เช่น บริษัทแห่งหนึ่งตั้งใจรับพนักงาน 1,000 คน แต่เมื่อเชิญมาร่วมงาน อาจจะขอเพิ่มเป็น 1,100-1,200 คน ได้เพิ่มอีก ร้อยละ 10 นอกจากนี้ ตั้งเป้าจะให้จัดหางานจังหวัดทุกแห่ง แข่งขันกันหายอดจัดหางานรองรับประชาชนในพื้นที่ด้วย ดังนั้น จ๊อบ เอ็กซโป จะกลับมาใหม่แน่นอน

