‘บิ๊กต๊อก’เผยเตรียมปล่อยนักโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษกลุ่มแรก 7,780 คน เตรียม ชง’ครม.’ 23 ส.ค.นี้ ตั้ง 5 หน่วยงานทำงานร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้สังคม ชี้หากนักโทษทำซ้ำมีโทษเพิ่ม
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงแรงงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ 2559
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า จากกรณีมี พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2559 นั้น ทางกรมราชทัณฑ์ได้รายงานให้ตนทราบว่ามีผู้ต้องขังประมาณ 200,000 คน ที่จะได้รับการลดวันลงโทษ และได้รับการปล่อยตัวในกรณีพิเศษ ซึ่งการปล่อยตัวกรณีพิเศษในกลุ่มแรก ทางกรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงมาแล้วว่าเป็นเยาวชน ผู้พิการ ป่วยเรื้อรัง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต และคดีเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับสตรี ซึ่งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราพิจารณาตามหลักเกณฑ์แล้วไม่เป็นภัยต่อสังคม ซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ 7,780 คน ที่จะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข ส่วนกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ได้รับการลดวันลงโทษทั้งระบบ โดยแยกเป็นส่วน คือ 1.เมื่อได้ลดวันลงโทษแล้ว โทษที่เหลืออยู่น้อยกว่า หรือเท่าหนึ่ง ก็ปล่อยตัวพ้นเรือนจำไป 2.ลดวันลงโทษแล้ว เป็นกลุ่มที่อยู่ในเกณฑ์การพักโทษ ก็จะเข้าคณะกรรมการการพักโทษอีกครั้งหนึ่ง และ 3.ลดวันลงโทษแล้ว แต่ยังต้องจำคุกต่อไป เพราะยังมีโทษเหลืออยู่ และไม่เข้าเกณฑ์การพักโทษ
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาบูรณาการร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การพักโทษผู้ต้องขังมีการดำเนินการมาโดยตลอด ไม่ได้มีเฉพาะที่มีการพระราชกฤษฎีกา และที่ผ่านมาก็เคยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาบ้างแล้ว ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ได้จากการประชุมร่วมกันในวันนี้จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ ก่อนจะมีการจัดระบบการทำงานต่อไป ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะแบ่งหน้าที่กันไป โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นศูนย์กลาง แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับส่วนกลาง กรมราชทัณฑ์จะมีหน้าที่ประสานกับส่วนกลางของกระทรวงต่างๆ และระดับภูมิภาค ตนจะขออนุญาตให้ ครม.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดคอยดูแลในเรื่องนี้ และรายงานมายังกระทรวงยุติธรรมต่อไป
รมว.ยุติธรรมกล่าวอีกว่า พม.ได้เสนอโครงการในที่ประชุมในวันนี้ชื่อ “โครงการประชารัฐห่วงใยไม่ทอดทิ้งกัน” ก็จะเป็นโครงการที่ถาวรและจะเสนอมติที่ประชุมและเสนอชื่อโครงการให้ ครม.ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราทำงานกันอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว เช่น พม.ก็มีเรื่องเบี้ยชรา ซึ่งเราก็จะส่งไปให้เขาดำเนินการ ส่วน มท.ก็อาจจะดูแลเรื่องบัตรประชาชน หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ สธ.ก็ดูในเรื่องของการควบคุมโรค เป็นต้น จึงอยากเรียนประชาชนที่มีความห่วงใยว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นอันตรายต่อสังคมหรือไม่ อยากเรียนว่าทางรัฐบาลก็มีความห่วงใยต่อประชาชนทุกคนเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งอยากให้มองในแง่บวกคือให้โอกาสคนพวกนี้ในสังคมด้วย
ด้านตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ในระดับภูมิภาค ทางเราได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้า และมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเป็นเลขานุการ เมื่อทางส่วนกลางส่งรายชื่อไปก็จะมีการกระจายไปในพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้าไปดูแลได้อย่างเป็นระบบ ก่อนจะรายงานกลับมายังกระทรวงยุติธรรมต่อไป
ด้านตัวแทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า สำหรับโครงการประชารัฐร่วมใจห่วงใยไม่ทิ้งกันที่เราได้เสนอไปนั้น จะเป็นโครงการที่ไม่อยากให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับไปกระทำผิดอีก จึงถือให้ผู้พ้นโทษเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ และเมื่อทางเราได้ชื่อมาแล้ว ก็จะลงไปเยี่ยมเยือนว่าได้รับสิทธิบริการอะไรครบแล้วหรือไม่ หากอะไรที่เราได้รับและไม่เกี่ยวข้องกับทาง พม. เมื่อถึงเวลาประชุมคณะทำงานเราก็จะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการปล่อยตัวผู้ต้องขังกลุ่มแรกได้เมื่อไหร พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า หลังจากมีมติจากที่ประชุม ครม. แล้วเราก็จะดำเนินการทันที และการปล่อยตัวผู้ต้องขังนั้น เราก็จะดำเนินการปล่อยเป็นระลอก ซึ่งเราได้เตรียมการไว้แล้ว ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้ต้องขัง 7,780 คน ทางกระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ได้มีการปล่อยตัวไปบ้างแล้วประมาณ 3,000 คน เนื่องจากตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวและกลับมากระทำผิดซ้ำอีกจนสามารถถูกจับกุมดำเนินคดีได้ ตามกฎหมายแล้วคนกลุ่มนี้จะถูกเพิ่มโทษ ซึ่งมีอยู่ในกฎหมายแล้ว โดยจะไม่มีการพักการลงโทษ ลดวันต้องโทษ และจะได้รับการจัดชั้นนักโทษเป็นชั้นเลวมาก
เมื่อถามต่อว่า ผู้ต้องขัง “บิ๊กเนม” ที่มีชื่อเสียงในสังคมมีใครบ้างที่เข้าหลักเกณฑ์ ตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษฉบับนี้และได้รับการปล่อยตัวเลยหรือไม่ หรือได้ลดวันต้องโทษหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า คงไม่มีใครได้รับการปล่อยตัวย แต่มีคนที่ได้รับสิทธิลดวันต้องโทษ
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ผู้ต้องขังคดีทุจริตการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ ได้รับการปล่อยตัวเลยหรือไม่ เมื่อลดวันต้องโทษแล้ว พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า หากเขาได้รับสิทธิก็ต้องได้ เพราะเท่าที่ตรวจสอบเหลือโทษจำคุกเพียง 4-5 เดือน เมื่อได้รับสิทธิก็จะเหลือโทษเพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็คงจะได้รับการพักโทษต่อไป โดยจะต้องนำชื่อเข้าคณะกรรมการพักโทษอีกครั้ง จะได้พักโทษหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพักโทษต่อไป อย่าไปมองว่าใคร “บิ๊กเนม” หรือไม่ให้มองว่า ใครมีสิทธิก็ได้ตามสิทธิเท่านั้น
“ผมไม่ได้ลงไปดูรายละเอียด แต่เท่าที่ทราบคือเขาน่าจะได้รับการลดวันต้องโทษ 4 เดือนเศษๆ เพราะคดีของเขาเป็นคดีที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะไม่ได้รับ มันก็จะเหลือไม่หมดหรอก ถ้าถามว่าปล่อยเลย คือถ้าลดแล้วไม่มีโทษติดคุกแล้วก็คงต้องปล่อย แต่ที่ถามมันมีเหลืออีกจำนวนหนึ่งประมาณเดือนเศษๆ เขาก็จะเข้าอยู่ในเกณฑ์การพักโทษ ใครที่เหลือและมีคุณสมบัติครบตามวันเวลาของการพักโทษก็มาเข้าเกณฑ์การพักโทษ ซึ่งเขามีสิทธิการพักโทษ โดยกระบวนการหลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพักโทษ ซึ่งขณะนี้ตนกำลังให้ออกเป็นกฎกระทรวงว่าให้ยกระดับในการพิจารณาการพักโทษ โดยให้นำเสนอเรื่องมายังปลัดกระทรวง และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งต้องส่งชื่อผู้ต้องขังทุกคนที่เข้าเกณฑ์การพักโทษ ไม่ใช่เฉพาะผู้ต้องขังที่มีรายชื่อบิ๊กเนมมาให้กับปลัดกระทรวงและอธิบดีได้พิจารณา ทั้งนี้ อย่าลืมว่าการให้โอกาสคนในสังคมมันต้องมีความเมตตา หลักอันนี้มากกว่า มันจึงต้องมีการเขียนหลักของการพักโทษขึ้นมา ซึ่งมีมานานแล้ว ก็คงเป็นหลักที่ต้องรอบคอบ” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวว่าถามด้วยว่า คดีข่มขืนจะได้รับสิทธิตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษฉบับนี้หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า คดีข่มขืนถ้าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อสังคมหรือการฆ่ากันไม่ให้อยู่แล้ว ซึ่งเราเสนอให้เป็นมาตรการอภัยโทษด้วย แต่การข่มขืน เช่น ผัวข่มขืนเมีย จะไม่ให้เขาหรือไม่อย่างไร หรือคดีเล็กๆ น้อยๆ คดีลหุโทษที่อ่านคำพิพากษาแล้ว ซึ่งคนพวกนี้ก็ต้องให้โอกาสทางสังคม ต้องแยกไป อย่าแยกว่าเป็นคดีข่มขืนแล้วจะไม่ให้เลย ซึ่งมันไม่ใช่ แต่ข่มขืนที่ทำให้มีบาดแผลทางสังคมไม่ให้อยู่แล้ว อีกทั้งเคยพูดแล้วว่าใครที่สร้างบาดแผลให้สังคมก็ไม่ควรได้รับสิทธิพักโทษทุกอย่าง จึงอยากให้ทุกคนมั่นใจ
เมื่อถามถึงกรณีผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ และไปงานเลี้ยงสังสรรค์ตั้งวงเสพยาเสพติด ซึ่งเหตุเกิดที่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า กฎหมายมีชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าถูกจับก็มีโทษเพิ่มขึ้นตามกฎหมาย

