เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) แถลงว่า จากปัญหาการเข้าถึงยากำพร้าของผู้ป่วย ในกลุ่มยาต้านพิษ ซึ่งเป็นยาที่มีปริมาณการใช้น้อย ไม่สม่ำเสมอ แต่ยังมีความจำเป็นต้องใช้รักษา และไม่มีบริษัทยาลงทุนผลิตเพื่อสำรองไว้ในประเทศ ยากลุ่มนี้มีประมาณ 17 รายการ อาทิ ยารักษาภาวะพิษจากสารตะกั่ว หรือสารหนู ยารักษาภาวะพิษจากไซยาไนด์ ยารักษาภาวะที่เม็ดเลือดแดงลดความสามารถในการขนส่งออกซิเจน ฯลฯ ขณะนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ให้บริการรักษาผู้ได้รับพิษฟรีตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ทั้งนี้ แต่ละปี อภ.ได้ใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท จัดหาและสำรองยาเหล่านี้ เพื่อส่งให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยตลอด 5 ปี ได้บริหารจัดการร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี และสถานเสาวภา สภากาชาดไทย จนสามารถช่วยผู้ป่วยรอดชีวิตจากพิษกว่า 17,000 ราย ซึ่งยาต้านพิษบางรายการมีมูลค่าสูงถึง 400,000 บาท ต่อ 1 โด๊ส
ด้าน ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยาคลินิก รพ.รามาฯ แถลงว่า มีแนวคิดจัดตั้งโครงการเครือข่ายยาต้านพิษ โดยให้แต่ละจังหวัดหาแนวทางการประสานงานกันเอง เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ยา ในปี 2558 มี 3 เครือข่ายที่ดำเนินการแล้ว ประกอบด้วย 1.ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน 2.ภาคตะวันตก ได้แก่ ตาก 3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุดรธานี และในปีนี้เพิ่มอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สุราษฎร์ธานี และ น่าน จากนั้นจะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ

