U2T มหาวิทยาลัยสู่ตำบล รากแก้วสร้างประเทศ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ทำโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือเรียกสั้นๆ ว่า U2T เป็นโครงการที่สร้างอนาคตให้กับ 3,000 ตำบลทั่วประเทศ รวมทั้งสร้างอนาคต สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับนักศึกษาและประชาชน 60,000 คน ที่ อว.จ้างงาน โดยแบ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 3 ปี 30,000 คน นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 15,000 คน และประชาชนอีก 15,000 คน

โดยโครงการนี้ เป็นโครงการจ้างงาน นิสิตนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่และประชาชนจำนวน 60,000 คน แบ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 3 ปี 30,000 คน นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 15,000 คน และประชาชนอีก 15,000 คน ให้เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ระดับตำบลทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและพัฒนาแก้ไขปัญหาและเศรษฐกิจของตำบลแบบพุ่งเป้า ดำเนินการ 1 ปี ใน 3,000 ตำบลทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกภาคทุกจังหวัด มีอาจารย์มหาวิทยาลัย 76 แห่ง ร่วมลงพื้นที่สำรวจ และหาแนวทางช่วยเหลือตอบโจทย์ชุมชน
โครงการนี้ นอกจากเป็นการทำให้การว่างงานทุเลาลง เป็นการสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นการสร้างทักษะใหม่ให้กับผู้ได้รับการจ้างงานทั้ง 60,000 คน ใน 4 ด้าน คือ การใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะดิจิทัล การเงิน ภาษา และสังคม
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ มี ศ.(พิเศษ) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการ อว. เป็นประธานและมีผู้บริหาร อว. เข้าร่วม พร้อมได้มีการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยัง 76 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ
โดย ศ.(พิเศษ) เอนก กล่าวว่า เดือนกุมภาพันธ์ อาจจะมีวันสำคัญมากมาย แต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ คือวันที่สำคัญที่สุดสำหรับตน นั่นคือการส่งคน 60,000 คน สู่ 3,000 ตำบล ตนรอมาตั้งแต่ปลายปี 2563 หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 10,000 ล้านบาท ให้ อว. ไปจ้างงานเพื่อทำให้การว่างงานทุเลาลง พร้อมกับสร้างทักษะใหม่ให้กับผู้ได้รับการจ้างงานทั้ง 60,000 คน

รัฐมนตรีว่าการ อว. กล่าวต่อว่า โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล มีเป้าหมาย 3 ประการ ประการแรก คือ พัฒนาคน โครงการนี้ถือเป็นครั้งแรกประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษาและประชาชนลงไปทำงานชุมชนพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเดือนแรกต้องรีบทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทันที เมื่อจะรบแล้วต้องชนะ เพราะสิ่งที่ อว.จะดำเนินการต่อก็คือการนำเสนอ ครม. เพื่อให้เกิดการจ้างงานในอีก 4,900 ตำบล ซึ่งจะทำให้มีนักศึกษา ประชาชน และอาจารย์มหาวิทยาลัยลงไปทำงานทุกตำบลทั่วประเทศ คือ 7,900 ตำบล ประการที่ 2 การลงพื้นที่ครั้งนี้ จะเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อทำบิ๊กดาต้าของประเทศ ซึ่งแต่ละกระทรวงก็ฝากให้ อว.ช่วยไปดำเนินการ และประการที่ 3 เราไม่สนใจแค่ว่านักศึกษาได้ทำงานแต่สนใจว่านักศึกษาจะได้รับการฝึกทักษะเพิ่มขึ้น มีมุมมองและวิธีคิดที่ทันสมัย เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล การเงิน การลงทุน ภาษาและสังคม
ศ.(พิเศษ) เอนกกล่าวอีกว่า การเข้าไปช่วยชุมชนในครั้งนี้ เราไม่ได้แค่จะสอนชาวบ้านให้รู้จักวิธีจับปลา แต่เราจะช่วยแนะนำสร้างแหล่งเลี้ยงปลา สอนวิธีเลี้ยงปลา และช่วยหาหนทางนำปลาไปทำกับข้าวกิน หรือเอาไปขายสร้างรายได้ให้ตัวเองและครอบครัว
“อว.จะติดอาวุธให้กับผู้ได้รับการจ้างงานทั้ง 60,000 คน ให้มีความพร้อมในการลงไปทำงานร่วมกับชุมชน รวมถึงรับมือกับโลกยุคใหม่ โดยสร้างหลักสูตรการพัฒนาทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้เทคโนโลยี ด้านการเงิน ด้านภาษา และด้านสังคมที่มีบริบทเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งให้เครื่องมือของ อว. ติดตัวไปทำงาน ทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ตลอดจนฐานข้อมูล หรือ Big Data ที่เปรียบเสมือนแผนที่นำทางในการลงไปพัฒนาชุมชนครั้งนี้ พร้อมสร้างแคมเปญ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมและสร้างแรงบันดาลใจ โดยเชิญ ผู้เชี่ยวชาญที่มากความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ มาให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาให้แก่อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้ง 76 แห่ง เชิญ ผู้มีอิทธิพล (Influencer) มาสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นต้นแบบให้กับผู้รับทุนทั้ง 60,000 คน จัดทำโครงการ Hackathon ที่เป็นเวทีการแข่งขันเพื่อสร้างนวัตกรรมในเวลาอันสั้น เป็นการเพิ่มสีสัน และความคึกคักในการทำงาน และมีการนำเสนอผลงานของอาจารย์ ร่วมกับชุมชน และผู้ได้รับการจ้างงาน สู่สายตาประชาชนในรูปแบบรายการโทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ตลอดทั้งปี ที่สำคัญ อว.จะสร้าง Online Community หรือสังคมออนไลน์ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารและสร้างเครือข่ายให้ผู้เข้าร่วมโครงการทุกภาคส่วนได้เชื่อมโยงถึงกัน และเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Website U2T “ศ.(พิเศษ) เอนกกล่าว

ศ.(พิเศษ) เอนกกล่าวว่า ระยะเวลา 1 ปีที่นักศึกษาและประชาชนลงไปทำงานชุมชน คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งของนักศึกษาและชุมชน เพราะฉะนั้นจะต้องทำโครงการให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำงานแบบท้าทายตนเอง และอีกความท้าทายคือต้องช่วยกันทำให้ประเทศของเรา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาสังคม โดยเราจะสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในปีแรกที่เราหวังไว้ได้ถึง 42,190 บาท จากต้นทุนเงินกู้ 10,000 ล้านบาท และที่สำคัญให้คนรู้ว่าบัดนี้มหาวิทยาลัยออกจากหอคอยงาช้างแล้ว
“ผมอยากให้ประชาชนร่วมมือกับพวกเรา ช่วยตรวจสอบ และช่วยให้กำลังใจ ผมเรียนหมอที่จุฬาฯหวังเพื่อจะได้ช่วยผู้คน ผมเคยเข้าป่าไปกับกลุ่มนักศึกษาสมัยปี 19 ก็เพราะหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาด้านรัฐศาสตร์ กลับมาเป็นอาจารย์ก็เพราะหวังว่าจะช่วยให้ความรู้กับเยาวชนเพื่อไปช่วยกันพัฒนาชาติบ้านเมือง สิ่งที่ผมทำและหวังมาตลอด เมื่อเวลาผ่านไป ผมตระหนักดีว่าผมจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ด้วยกำลังของผมคนเดียวไม่ได้ ผมต้องการคนที่คิดแบบผม และผนึกกำลังร่วมมือเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นไปด้วยกัน นี่คือความท้าทาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคน 60,000 คน และชีวิตของคนในอีก 3,000 ตำบลทั่วประเทศ ศ.(พิเศษ)” ศ.เอนกกล่าว

