ไม่ต้องพึ่งพาโหราจารย์ก็พอจะอนุมานกันได้ว่าในปี 2564 ภายใต้การนำของรัฐบาลประยุทธ์เศรษฐกิจไทยจะยังคงยับเยินอีกต่อไป
ธุรกิจการค้าใหญ่ กลาง เล็ก ย่อย ยังจะต้องล้มระเนระนาด คนตกงานเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนต่อรายได้สูงขึ้น พิบัติภัยต่างๆ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ยังคงวนเวียนมาหาซ้ำซากตราบเท่าที่ยังไม่มีการรื้อโครงสร้างการบริหารจัดการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
ที่ซ้ำเติมให้หนักเข้าไปอีกก็คือการระบาดของโควิด-19 ซึ่งดูเหมือน “ไทย” จะควบคุมป้องกันได้ดีพอสมควร แต่การบริหารจัดการเพื่อให้ได้ “วัคซีน” มานั้นประเทศไทยกลับรั้งท้าย
“สิงคโปร์” เป็นชาติแรกในอาเซียนที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ จากสหรัฐอเมริกา และไบโอเทค จากเยอรมัน ตั้งแต่ปลายปี 2563 ต่อจากนั้นก็มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เมียนมา ต่างก็ได้วัคซีน
“โควิด-19” มีอิทธิพลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ
ถ้าต้นปี 2564 ได้ฉีดวัคซีน คาดว่าช่วงปลายปีเศรษฐกิจของประเทศจะเริ่มฟื้นตัว
ปี 2565 น่าจะลุกขึ้นก้าวเดิน
ทำไมใครๆ ก็ว่า ไทยช้าไปแล้ว !
บางคนบอกว่า เรื่องยารักษาโรคเรื่องวัคซีนเรื่องสุขภาพของประชาชน “เราช้า”
แต่ถ้าเรื่องความมั่นคงทางทหาร การจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบิน รถถัง เรือดำน้ำ “เรารวดเร็ว” และ “เราเร่งรัด”
ประเทศพัฒนาแล้ววางแผนและทำสัญญาซื้อล่วงหน้า จึงได้วัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนได้ในช่วงต้นปี
เศรษฐกิจของประเทศจะผงกหัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
เป็นความจริงว่าไทยได้เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ เช่นเดียวกับ บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ในฐานะ “ผู้ร่วมลงขัน” ไม่ใช่รับฟรีเหมือนประเทศยากจน
แต่ไทยก็ไม่กระชับฉับไวเหมือน บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย เพราะมัวแต่เงื้อง่าราคาแพง มากเรื่องมากความ
เมื่อไม่จองซื้อก็ต้องไปยืนอยู่แถวหลัง
กระทั่งได้มาเห็นที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงโพสต์ในอินสตาแกรมส่วนพระองค์ “nichax”
“เซ็งเป็ดที่เราไม่ได้ฉีดวัคซีนกันซะที นึกว่าจะได้ฉีดเดือนนี้เดือนหน้า เพราะรอไปเดือน มิ.ย.คงสายไปซะแล้ว ประเทศก็เปิดไม่ได้ เราจะไปไหน ไปทำงานก็ไม่ได้ แย่กันพอดี ประเทศอื่นเขาได้ฉีดกันแล้ว”
ลงท้ายคล้ายอุทานในยามสงัดแห่งสารขัณฑ์ประเทศว่า “เราล้าหลังไปหมดแล้ว” !?!!

