‘วราวุธ’ ชี้ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอยแค่ 6% ที่ ไม่พอใจการจัดสรร รัฐ ต้องการกลับใจแผ่นดิน วอนถอยคนละก้าว พร้อมเร่งหาทางออกร่วมกัน ชี้ให้คุณค่าความเป็นคนเท่ากัน ย้ำคนเสี้ยมอย่าสร้างความแตกแยก
เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. จัดแถลงข่าวแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวสะสมมาเป็นนับสิบปี ซึ่งมีการโยกย้ายจากใจแผ่นดินลงมาสู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย จากเดิมที่มีประชากรประมาณ 30-40 คน จนวันนี้ขยายตัวเพิ่มเป็น 140-180 ครอบครัว หรือมีประมาณ 1,300 คน จากการรายงานของเจ้าหน้าที่พบว่า มีชาวบ้านประมาณ 40 ครอบครัว หรือประมาณ 80 คน ที่ยังไม่ลงตัวจากการเยียวยาจากภาครัฐ และต้องการกลับไปอยู่ยังใจแผ่นดิน
นายวราวุธ กล่าวว่า ตนได้ตั้งคณะกรรมการ โดยมีรองปลัดทส. เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง ทหาร ภาคประชาชน ร่วมกันหาวิธีเยียวยาให้กับชาวบ้านที่ยังคับแค้นใจไม่มีที่ทำกิน ใจแผ่นดินเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเปราะบางด้านความมั่นคง จึงเห็นสาเหตุที่ชาวบ้านต้องย้ายลงมา โดยภาครัฐได้จัดสรรพื้นที่ 1,300 กว่าไร่ มีหน่วยงานราชการ มูลนิธิต่างๆ เข้าช่วยเหลือ จนขณะนี้มีสาธารณูปโภคต่างๆ ทำแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อการเกษตร มีโรงเรียน การพัฒนาอาชีพ ปลูกข้าว ปลูกกล้วย ทุเรียนได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บางครอบครัวมีรายได้เกือบแสนบาทต่อเดือน

นายวราวุธ กล่าวต่อว่าทส.ตั้งใจในการแก้ปัญหาให้ประชาชน ในขณะเดียวกันต้องดูแลสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า พันธุ์พืชต่างๆ ให้มีความอุดมสมบูรณ์เช่นกัน ซึ่งทางคณะกรรมการฯ ก็หารือกันตลอด ในขณะนี้มีชาวบ้านเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 80 คน ที่ยังไม่พอใจ ส่วนชาวบ้านอีกประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่พอใจแล้ว ในการแก้ปัญหานี้ก็เกิดดราม่ามากมาย มีกลุ่มคนที่เหมือนมีวัตถุประสงค์พยายามไม่ให้ปัญหานี้จบลง มีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งตนไม่เข้าใจคนกลุ่มนี้ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งยืนยันว่าตนต้องการมาแก้ปัญหา ไม่ได้ต้องการสร้างปัญหา
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีชาวบ้านบางส่วนได้ขึ้นไปยังใจแผ่นดินแล้ว จะแก้ปัญหาอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า พื้นที่ใจแผ่นดินไม่มีสาธารณูปโภคใดๆ ชาวบ้านที่ขึ้นไปมีทั้งผู้หญิงและเด็กเล็ก ไม่เหมาะที่จะอยู่อาศัย แต่สิ่งที่รัฐจัดสรรให้เป็นพื้นที่ที่พร้อมจะอยู่อาศัย นับตั้งแต่ที่ตนมาเป็นรัฐมนตรีในปี 2562 เราตั้งใจมาแก้ปัญหาต่างๆ ให้ และการดำเนินคดีไม่ได้อยู่ในความคิดของพวกเรา ที่ใช้หลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ร่วมกันในการแก้ปัญหา ดังนั้นต้องขอความเห็นใจ เพราะพื้นที่ของประเทศไทยมีเพียง 323 ล้านไร่ แต่ประชากรเพิ่มขึ้น ต้องการพื้นที่ทำการเกษตรมากขึ้น แต่บทบาทของกระทรวงทรัพย์เราต้องอนุรักษ์พื้นที่ป่าเอาไว้ เราไม่ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เราแสดงให้เห็นแล้วว่าเรามีความตั้งใจแก้ปัญหาอย่างไร ชาวบ้านอาจจะขอมา 100 แต่เราอาจให้ได้ 70-80 ก็ต้องยอมถ้อยทีถ้อยอาศัยกันบ้าง
เมื่อถามต่อว่าขณะนี้ชาวบ้านยืนยันว่าต้องการจะอยู่อาศัยในใจแผ่นดิน เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวตามที่ภาครัฐจัดสรรให้ นายวราวุธ กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องยอมถอยคนละก้าว เพราะรัฐจัดหาที่ดินทำกิน 1,300 ไร่ไว้แล้ว สามารถทำการเกษตรได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ชาวบ้านที่ขอยืนกรานว่าจะอยู่ใจแผ่นดิน ตนก็ต้องขอความกรุณาว่าช่วยกันถอยคนละก้าว

รัฐมนตรีทส. กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมี 323 ล้านไร่ ไม่งอกไม่ลดไปกว่านี้ แต่สวนทางกับประชากรที่เพิ่มขึ้น หากชาวบ้านขอที่ดินทำกินจนไม่เหลือป่าแล้ว ในวันนั้นชาวบ้านจะทำอย่างไรต่อ ดังนั้นวันนี้ทุกคนต้องปรับตัว เราต้องปรับให้เข้ากับธรรมชาติ ไม่ใช่ให้ธรรมชาติปรับตัวเข้าหามนุษย์ เมื่อวันนี้เรามีพื้นที่จำกัด เราต้องคิดว่าจะเพิ่มมูลค่าในพื้นที่อย่างไร ทำมาหากินอย่างไร
“ผมไม่เคยใช้คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์เลย เพราะผมถือว่าทุกคนที่อยู่ในแผ่นดินไทย คือ คนไทย และทุกคนต้องได้รับสิทธิ สิ่งความอำนวยสะดวกไม่แพ้กัน เรามีคุณค่าความเป็นคนเหมือนกันหมด มีจดหมายบางฉบับส่งมาถึงว่าจะทำอย่างไรที่จะคืนความเป็นคนให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ผมอ่านแล้วสะท้อนใจถึงคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ ว่าเขาเป็นคนที่กำลังทำลายความเป็นคน พยายามเสี้ยมให้เกิดความแตกแยก ผมขอย้ำว่าไม่ว่าพี่น้องประชาชนจะอยู่พื้นที่ไหนของประเทศไทย ทุกคนมีความสำคัญเหมือนกันหมด และเราไม่ได้เฉยเมยต่อปัญหาชาวโป่งลึก-บางกลอย แต่นี่คือหนึ่งปัญหาที่เรากำลังดำเนินการ และยังมีปัญหาภัยแล้ง พี่น้องชาวเล การเผาป่า ฝุ่นพีเอ็ม2.5 เราแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจแน่นอน”

รัฐมนตรีทส. กล่าวอีกว่า การที่ชาวบ้านจะมาคุยกับตน ตนก็ให้คำตอบไม่ได้ในทันที เพราะหากรับปากว่าจะให้พื้นที่ป่า ตนจะติดคุกทันทีเพราะมันผิดกฎหมาย แต่เราต้องมาพบคนละครึ่งทาง ระหว่างความต้องการของประชาชน และข้อจำกัดของภาครัฐ มาถามรัฐมนตรีตอนนี้ก็ยังไม่จบเพราะรัฐมนตรีต้องทำตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่าปัญหาดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกไม่พิจารณากลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกหรือไม่ รมว.ทส. กล่าวว่า ตนคงตอบแทนคณะกรรมการฯไม่ได้ แต่เราแสดงให้เห็นแล้วว่ามีการบริหารจัดการอย่างไร คณะทูตานุทูตรัฐภาคีสมาชิกกรรมการมรดกโลกได้ลงพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน รวมทั้งที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะมีการส่งเสริมสาธารณูปโภค การพัฒนาอาชีพ และวันนี้มีชาวบ้าน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่มีความพอใจแล้ว แต่เหลืออีก 6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 80 คน ที่ยังไม่พอใจ ซึ่งเราจะหาทางออกให้เป็นที่พึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

