
จนท.ครึ่งพันลุยรื้อรีสอร์ตทับเบิกวันที่สอง เจ้าของโอดไม่มีเงินจ่ายค่าทุบ-อ้างหนี้สินอื้อ
@ ลุยรื้อรีสอร์ตทับเบิกวันที่สอง
ความคืบหน้าปฏิบัติการรื้อถอนรีสอร์ตบนภูทับเบิก 19 แห่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการปิดประกาศแจ้งเตือนครั้งสุดท้ายให้รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินก่อนวันที่ 19 สิงหาคม มีรีสอร์ต 17 แห่งที่ยังไม่รื้อถอน ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ป่าไม้ และอาสาสมัครเข้าไปรื้อถอนรีสอร์ตโรงเตี๊ยมเป็นแห่งแรก
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นำเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครกว่า 650 คน เปิดปฏิบัติการรื้อถอนรีสอร์ตบนภูทับเบิกต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 มีการแบ่งแยกกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกเข้ารื้อโรงเตี๊ยมรีสอร์ตต่อเนื่องจากวันแรก ส่วนเจ้าหน้าที่อีกส่วนเข้ารื้อถอนรีสอร์ตสานฝันเพิ่มอีกแห่ง โดยขณะที่เจ้าหน้าที่นำโดยนายบัณฑิตย์ พร้อมนายบุญลาภ สุกใส ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 พิษณุโลก และนายชาญชัย ศรศรีวิชัย นายอำเภอหล่มเก่า เข้ารื้อถอนที่รีสอร์ตสานฝัน ปรากฏว่า นายทศพล โรจน์ธนากล เจ้าของรีสอร์ต และญาติ ได้พยายามเข้าเจรจาต่อรอง มีการอ้างเรื่องหนี้สิน ร้องขอให้เหลือสิ่งปลูกสร้างบางส่วนไว้ และถึงกับร้องไห้โอดครวญเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะถูกเรียกเก็บในภายหลัง อ้างว่าไม่มีเงินจะไปชดใช้ให้ ซึ่งนายบัณฑิตย์ได้กล่าวปลอบใจและยืนยันว่าต้องทำตามหน้าที่ ต่อมา หลังเจ้าหน้าที่ชุดรื้อถอนเข้ารื้อพื้นไม้กระดานอาคารร้านขายสินค้าด้านซ้ายของรีสอร์ตเรียบร้อยแล้ว จึงใช้รถแบ๊กโฮรื้อโครงหลังคาร้านขายสินค้า ทำให้นายทศพลและญาติที่ยืนดูอยู่ถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจ
@ เจ้าของโรงเตี๊ยมเจรจายื้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนที่รีสอร์ตโรงเตี๊ยม หลังจากนายกุญช์ภัสส์ พัฒนฉัตรรุ่งรุจ เจ้าของ ได้พยายามต่อรองกับนายบัณฑิตย์ โดยว่าจ้างผู้รับเหมาเร่งรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือ โดยเฉพาะอาคารร้านอาหารบริเวณด้านหน้ารีสอร์ต ซึ่งกำหนดเดิมเจ้าหน้าที่เตรียมนำรถแบ๊กโฮเข้ารื้อถอนเวลา 10.00 น. แต่หลังการเจรจา นายบัณฑิตย์ผ่อนปรนให้จนถึงเวลา 12.00 น. และเมื่อครบกำหนดเวลา นายประจักษ์ มิยา หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 38 พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เข้าเคลียร์พื้นที่และแจ้งให้นายกุญช์ภัสส์ได้รับทราบ พร้อมประสานให้นำรถยนต์ที่จอดกีดขวางออกพ้นรัศมี เนื่องจากเกรงว่าจะมีเศษวัสดุกระเด็นใส่ทำให้เกิดความเสียหาย
นายกุญช์ภัสส์และภรรยาพยายามเจรจาขอยื้อเวลาออกไปอีก อ้างว่าคนงานกำลังเร่งรื้อโครงสร้างออกเพื่อจะได้นำกลับไปใช้ได้อีก แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าต้องดำเนินการ จากนั้นรถแบ๊กโฮจึงเข้ารื้อถอนอาคารดังกล่าว และเนื่องจากโครงสร้างของตัวอาคารล้วนเป็นเหล็กกล่องและเหล็กตัวซี จึงใช้เวลารื้อถอนราว 2 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น
@ ชาวม้งฮือขวางจนท.เข้าทุบ
เวลา 14.00 น. นายไกรสร กองฉลาด รองผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ นำคณะเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน เตรียมรื้อถอนที่รีสอร์ตคานาอัน-ร้านค้า แต่ปรากฏว่าเจ้าของร้านค้าที่เป็นชาวม้งและญาติกำลังทำการรื้อถอน และเมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่เตรียมใช้รถแบ๊กโฮเข้ามารื้อถอน ต่างแสดงความไม่พอใจ จากนั้นจึงรวมกลุ่มประมาณ 100 คน เพื่อขัดขวางเจ้าหน้าที่มิให้เข้ารื้อถอน มีการพูดตะโกนโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้บรรยากาศตึงเครียด ในขณะที่คณะเจ้าหน้าที่ตั้งแถวตรึงกำลังฝั่งตรงกันข้ามกับกลุ่มชาวม้งและไม่มีการตอบโต้แต่อย่างใด

@ จนท.ยอมถอยชะลอรื้อ
จากนั้นนายไกรสรเชิญผู้ประกอบการพร้อมเครือญาติ มีนายมงคล เถารักตระกูล สมาชิก อบต.วังบาล หมู่ 14 ร่วมเป็นตัวแทนกลุ่มชาวม้งเข้าเจรจาต่อรองด้วยกันหลายรอบ และเสนอขอรื้อถอนเองภายใน 7 วัน เพราะรับไม่ได้หากจะใช้รถแบ๊กโฮรื้อถอน พร้อมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทบทวนการใช้มาตรา 44 ซึ่งอ้างว่าทำร้ายชาวม้งภูทับเบิก และเสนอให้ปิดภูทับเบิกหากไม่มีคนมาเที่ยวรีสอร์ตก็ต้องรื้อเอง โดยนายมงคลขอให้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกไปก่อนสถานการณ์จะบานปลาย เนื่องจากชาวม้งต่างแสดงความไม่พอใจ ทำให้มีการตัดสินใจชะลอการรื้อถอนและถอนกำลังเจ้าหน้าที่กลับ พร้อมรับปากจะนำข้อเสนอไปแจ้งกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด
@ บานปลายปิดถนนวุ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังคณะเจ้าหน้าที่ถอนกำลัง แต่กลุ่มชาวม้งที่รวมกันราว 100 คน ยังไม่ยินยอมสลายการชุมนุม มีการปิดถนนทางเข้าบ้านทับเบิก บริเวณทางขึ้นจุดชมวิวสูงสุดหรือแท่งวัดอุณหภูมิบนยอดภูทับเบิก เพื่อกดดันทางคณะเจ้าหน้าที่ไม่ให้ทำการรื้อถอนรีสอร์ตบนภูทับเบิก จนต้องเรียกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน จาก สภ.ต่างๆ เข้าสนับสนุนแล้ว ส่วนบริเวณทางเข้าหมู่บ้านภูทับเบิกเจ้าหน้าที่ต้องปิดทางห้ามรถนักท่องเที่ยวเข้ามา ทำให้มีนักท่องเที่ยวติดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณจุดชมวิว ด่านทางเข้าอุทยานภูหินร่องกล้า ปรากฏว่าลานจอดรถมีรถนักท่องเที่ยวจอดรอเป็นจำนวนมาก กระทั่งทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องเดินแจ้งบอกให้นักท่องเที่ยวหลบเลี่ยงไปท่องเที่ยวที่อื่นแทน
@ รองผู้ว่าฯเจรจายอมสลายตัว
ต่อมา นายไกรสรและนายกฤษณ์ คงเมือง รองผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ พร้อมนายชาญชัย ศรศรีวิชัย นายอำเภอหล่มเก่า รวมทั้งนายชิต อินทรนก ป่าไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าเจรจากับนายพรชัย บัญชาสวรรค์ นายปิยะรักษ์ แซ่เถา นายมงคล เถารักตระกูล 3 แกนนำตัวแทนชาวม้งหมู่ 14, 16, 17 ต.วังบาล และหมู่ 8 ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า โดยทางตัวแทนชาวม้งมีการยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อ 1.ให้หยุดดำเนินรื้อถอนหลังจากการเจรจาและเคลื่อนย้ายลงจากศูนย์ปฏิบัติการและภูทับเบิก 2.ให้หาทางออกด้วยกันเป็นลำดับขั้นตอน โดยตัวแทนที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจการตัดสินใจและตัวแทนชาวบ้าน 3.ให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นหลัก 4.ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินให้เป็นกิจจะลักษณะ 5.ให้อาศัยกฎหมาย มาตรา 44 ที่ประกาศแล้วนี้ ดำเนินการแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีและบังคับคดีแล้วให้เกิดความชอบธรรมให้มากที่สุด โดยไม่ให้มีการรื้อถอนและไม่ฟ้องร้องเพิ่มอีก ในเบื้องต้น นายไกรสรและคณะเจรจาต่อรองโดยเบื้องต้นรับข้อเรียกร้องเพียงข้อแรกเพียงข้อเดียวเท่านั้น ส่วนข้อเรียกร้องอื่นๆ จะรับไปพิจารณาเพราะไม่สามารถให้คำตอบได้ ทำให้แกนนำพอใจ จากนั้นจึงแจ้งให้กลุ่มชาวม้งราว 300 คนยุติการชุมนุมปิดถนน ส่วนเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายเครื่องจักรออกจากพื้นที่ และเปิดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในหมู่บ้านทับเบิกได้
@ นักท่องเที่ยวโอดผิดหวัง
นายศราวุฒิ พรมขำ ชาวจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า มาเที่ยวกับเพื่อนรวม 15 คน ออกจากสระบุรีมาตั้งแต่เวลา 02.00 น. จองห้องพักไว้เรียบร้อย และได้รับคำยืนยันจากทางรีสอร์ตว่าไม่เป็นปัญหา เข้าพักได้ตามปกติ แต่มาถึงเจ้าหน้าที่แจ้งว่าถนนถูกปิดเพราะกำลังมีการใช้เครื่องจักรรื้อถอนรีสอร์ต จึงจอดรถที่จุดชมวิวเพื่อรอเข้าไป ต่อมาเจ้าหน้าที่เดินมาแจ้งเพิ่มเติมให้ไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทน เนื่องจากชาวม้งปิดถนนเข้าไปไม่ได้ ทำให้รู้สึกผิดหวังและเซ็งมาก
@ ชีวะภาพแจงไม่ทุบ111แห่ง
ด้านนายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการรื้อรีสอร์ตที่ภูทับเบิกทั้งหมด 111 แห่งว่า ยังไม่ได้มีการรื้อรีสอร์ตถึง 111 แห่งแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าจากการตรวจสอบพบว่ามีรีสอร์ตที่อยู่ในโซนต้องจัดระเบียบประมาณ 111 แห่ง แต่มีจำนวน 95 แห่งที่เข้าข่ายต้องรื้อถอน ชุดแรกจำนวน 19 แห่งตามที่เป็นข่าวไปนั้น โดยเป็นรีสอร์ตที่ศาลบังคับคดีแล้ว รวมทั้งสำนักโยธาธิการและผังเมือง ตรวจสอบพบโครงสร้างไม่แข็งแรงจำเป็นต้องรื้อ แต่กรณีนี้ไม่ได้รื้อทั้งหมด รื้อเฉพาะหลังที่โครงสร้างไม่ดีเท่านั้น ส่วนชุดที่สอง จะมีรีสอร์ตที่ถูกดำเนินคดีแล้วอีก 27 แห่ง รวมทั้งสองชุดที่ต้องรื้อถอนมีทั้งหมด 46 แห่ง ซึ่งในการรื้อรีสอร์ตชุดที่สองนั้นยังไม่ได้ดำเนินการ ต้องรอให้การรื้อชุดแรกเสร็จสิ้นก่อน
@ ยึดกฎหมายรื้อรีสอร์ต
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเจ้าของรีสอร์ต “โรงเตี๊ยม” ไม่พอใจ และมีการพูดว่าเป็นการรื้อแบบไม่ใช่วิญญูชน เป็นการรังแกประชาชน นายชีวะภาพกล่าวว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การรื้อถอนรีสอร์ตครั้งนี้ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาบุกรื้อแต่อย่างใด แต่เมื่อมีการตรวจสอบและพบว่ามีการก่อสร้างบนพื้นที่ที่ไม่ถูกต้อง เข้าข่ายผิดกฎระเบียบ กฎหมาย ก็ต้องมีการดำเนินการ ซึ่งกรณี “โรงเตี๊ยม” นั้น ศาลมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่เป็นปีๆ แล้ว ต่อมาถูกบังคับคดี ศาลสั่งให้ออกจากพื้นที่ ก็ยังไม่ออก กระทั่งรัฐบาลต้องใช้มาตรา 44 มาดำเนินการ และก็ไม่ใช่ว่าไม่ให้เวลาเลย ก็ยังให้เวลาในการรื้อถอนและออกจากพื้นที่ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องไปรื้อถอนให้
“เมื่อบ้านเมืองมีกฎหมาย ก็ต้องปฏิบัติ หากมีกฎหมายแต่ไม่ทำ ก็เกิดความวุ่นวายหมด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีรีสอร์ตที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นรีสอร์ตเถื่อนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เราก็ต้องตรวจสอบและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด” นายชีวะภาพกล่าว
