แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมเรียกร้องแบงก์ไทย แสดงจุดยืนต่อเขื่อนหลวงพระบาง

11.02.21 | 13:49 น.

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมเรียกร้องแบงก์ไทยแสดงจุดยืนต่อเขื่อนหลวงพระบางและขอให้ธนาคารพิจารณายกเลิกสินเชื่อโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. น.ส. ไพรินทร์ เสาะสาย ผู้ประสานงานองค์กรแม่น้ำนานาชาติประเทศไทย และสมาชิกแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) เปิดเผยว่า แนวร่วมฯ ได้ส่งจดหมายถึงผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ไทย 7 แห่ง โดยในจดหมายมีเนื้อหาเรียกร้องให้ธนาคารแสดงจุดยืนต่อโครงการเขื่อนหลวงพระบาง และขอให้พิจารณาเพิ่ม“โครงการผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงสายหลัก” ในรายการสินเชื่อต้องห้าม (exclusion list) ของธนาคาร จดหมายนี้ได้ส่งถึงผู้บริหารของ ธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพานิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทิสโก้ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นธนาคารที่ให้เงินกู้ให้แก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี นอกจากนี้จดหมายดังกล่าวยังส่งถึงสมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานกำกับ


น.ส. ไพรินทร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน ก.ย.แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย และตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้เข้าร่วมประชุมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอความกังวลและความเสี่ยงในการปล่อยเงินกู้แก่โครงการเขื่อนหลวงพระบาง ต่อผู้แทนธนาคารทั้ง 7 แห่ง โดยก่อนหน้านั้นในเดือนส.ค. 2563 เครือข่ายฯ ได้ส่งจดหมายแสดงความกังวล พร้อมด้วยเอกสารแนบ ได้แก่ ความเห็นของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย กรณีเขื่อนหลวงพระบาง และความเห็นทางด้านเทคนิคของผู้เชี่ยวชาญ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ต่อโครงการดังกล่าว แต่ล่าสุดพบว่ามีการดำเนินเตรียมการก่อสร้างโครงการเขื่อนหลวงพระบาง รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าบริษัทเจ้าของโครงการจะยังมิได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และจนถึงปัจจุบันก็ยังมิได้ปรากฎว่า มีธนาคารพาณิชย์รายใดที่ให้การสนับสนุนทางการเงิน

“สถานการณ์การก่อสร้างที่มีการเตรียมการอย่างรวดเร็ว ได้สร้างความวิตกกังวลมากขึ้นแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง และชุมชนใกล้เคียง โดยเฉพาะในเมื่อข้อกังวลและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงต่อโครงการดังกล่าวยังมิได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด นอกจากนี้โครงการเขื่อนหลวงพระบางมีความสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้าง ซ้ำรอยเขื่อนไซยะบุรีที่ก่อสร้างไปก่อนหน้านี้ ซึ่งผลกระทบข้ามพรมแดนของเขื่อนไซยะบุรี ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนไปทั่วโลก ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก ความต้องการพลังงานของประเทศไทย และความรับผิดชอบข้ามพรมแดนของบริษัทเจ้าของโครงการ ธนาคารผู้ปล่อยสินเชื่อ บริษัทก่อสร้าง รัฐบาล 4 ประเทศ ตลอดจนภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย”น.ส.ไพรินทร์ กล่าว

ด้านนายนิวัตน์ ร้อยแก้ว ตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า พวกเราประชาชนไทย อยากจะย้ำกับธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องว่าการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง ว่าขอเน้นย้ำเหตุผล 5 ประการ ที่ธนาคารไทยไม่ควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ได้เคยนำเสนอต่อ ธปท. และผู้แทนธนาคาร ไปแล้วว่า 1.ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ไทยต้องซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ในเมื่อปัจจุบันปริมาณสำรองไฟฟ้าพุ่งทะลุ 50% ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ปริมาณสำรองส่วนเกินมีมากกว่า 10,000 MW หรือเท่ากับเขื่อนหลวงพระบาง 6.8 เขื่อน จนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกาศว่ากำลังพิจารณายกเลิกการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 2. ความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการเขื่อนหลวงพระบางอยู่ในระดับสูง บางด้านมากกว่าโครงการไซยะบุรี เช่น ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว และความเสี่ยงต่อเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง แต่บริษัทเจ้าของโครงการไม่มีการประเมินความเสี่ยงเพียงพอ อาทิ ไม่เคยมีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน และไม่คำนึงถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการใช้งานของเขื่อน เป็นต้น 3. ผลจากกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เรียกร้องให้ศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบข้ามพรมแดนและผลกระทบสะสม 4. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เมื่อเจ้าหนี้ลาวเกือบ 50% คือประเทศจีน 5. ความเสี่ยงทางการเงิน

Advertisement

ขณะที่ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล ตัวแทนแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ธนาคารทุกแห่ง ประกาศจุดยืนต่อโครงการเขื่อนหลวงพระบาง และโครงการผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงสายหลัก 2 ข้อหลักคือ 1.ประกาศว่าธนาคารจะระงับกระบวนการพิจารณาการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการเขื่อนหลวงพระบาง จนกว่าบริษัทเจ้าของโครงการจะมีการแก้ไขรายงานและปฏิบัติตามข้อเสนอตามแถลงการณ์ของคณะกรรมการร่วม (Joint Committee’s Statement) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2562 และข้อเสนอจาก 3 ประเทศสมาชิกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Reply Form) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนและผลกระทบสะสม และวางมาตรการบรรเทาผลกระทบที่เป็นรูปธรรมก่อนที่จะดำเนินโครงการตามกระบวนการแจ้งปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) 2. ประกาศว่าธนาคารจะเพิ่ม โครงการผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงสายหลัก ในรายการสินเชื่อต้องห้าม ของธนาคาร ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2564 โดยให้มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป
ทั้งนี้โครงการเขื่อนหลวงพระบาง Luang Prabang dam project ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางประมาณ 25 กม.