“สมศักดิ์” แจงเพิ่มเงินรายวันนักโทษเป็น 600 บาทตั้งแต่ปีใหม่ตามมาตรการช่วงโควิด ย้ำไม่ได้ให้สิทธิพิเศษ “เพนกวิน” ทุกคนได้เหมือนกัน ยันไม่มีวีไอพีใช้โทรศัพท์ในคุก เลขาฯรมว.ยุติธรรม แจ้งความดำเนินคดีมือโพสต์ เล็งฟันพวกปล่อยเฟคนิวส์
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีโซเชียลมีเดียมีการนำบิลการซื้อของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ในเรือนจำได้วันละ 600 บาทมาเผยแพร่จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า หลายคนยังเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าผู้ต้องขังในเรือนจำสามารถซื้อของได้วันละ 300 บาท ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ได้มีการผ่อนปรนตามมาตรการจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่ปัจจุบันมีการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค.2563
ซึ่งเรามีมาตรการป้องกันทุกเรือนจำอย่างเข้มข้น เวลานี้การเยี่ยมญาติเราได้งด แต่ให้เยี่ยมผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์แทน ซึ่งเราได้เพิ่มรอบให้มากขึ้นด้วย รวมถึงการฝากเงินผ่านระบบออนไลน์และเพิ่มการใช้เงินจาก 300 บาทเป็น 600 บาทต่อวัน ซึ่งมาตรการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 และเมื่อสถานการณ์ปกติเราจะปรับมาเป็น 300 บาทดังเดิม และจะมีการเปิดให้ญาติเยี่ยม ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเพื่อลดความเครียดของผู้ต้องขัง
นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายพริษฐ์มีการใช้จ่ายเกิน 600 บาท เพราะว่าการเข้าสู่เรือนจำครั้งแรกจะมีการผ่อนปรนเล็กน้อยอาจจะซื้อได้มากหน่อย แต่ไม่ได้มากจนเกินไป เพราะเราไม่รู้ว่าระหว่างอยู่ที่ศาลได้กินข้าวแล้วหรือยัง ยืนยันว่าสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่ผู้ต้องขังทุกคนได้รับไม่มีการให้อภิสิทธิ์กับใครเป็นพิเศษ

ส่วนกรณีที่ เฟซบุ๊กของ นายพริษฐ์ มีการโพสต์ข้อความและรูปภาพข้อความที่เขียนด้วยลายมือ ได้ให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไปตรวจสอบและสอบถามกับนายพริษฐ์แล้ว เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นการเขียนไว้ที่ศาลและไม่ได้โพสต์เอง โดยฝากไว้กับทนายและคนที่ไว้ใจช่วยถ่ายทอดให้ ยืนยันว่าในเรือนจำไม่มีผู้ต้องขังนำโทรศัพท์เข้าไปได้ และไม่มีการอนุญาตให้ผู้ต้องขังคนใดใช้โทรศัพท์ เรามีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่มีผู้ต้องขังวีไอพี หรือได้สิทธิเหนือกว่าคนอื่น ทุกคนอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และเราปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน
ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า ข้อความที่เขียนด้วยลายมือนั้น นายพริษฐ์เขียนไว้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในศาล และมีเพื่อนถ่ายรูปเอาไว้ โดยขณะนั้นมีตำรวจ สน.พหลโยธิน 1 นาย เจ้าพนักงานตำรวจศาล 3 นาย นายพริษฐ์และพวกรวม 4 คน ทีมทนาย 3 คนพอทราบว่าไม่ได้ประกันตัว จึงขอรับประทานอาหาร พร้อมเขียนจดหมายที่บริเวณศาล และจึงส่งตัวให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป แต่ใครเป็นผู้นำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กคงต้องให้ทางตำรวจสืบสวน ซึ่งการเข้าเยี่ยมนายพริษฐ์นั้นมีเพียงทนายความส่วนตัวเท่านั้นที่เยี่ยมได้ และเป็นการเยี่ยมผ่านวิดีโอคอลทางไลน์ ไม่ได้เจอหน้ากัน เพราะนายพริษฐ์อยู่ในระหว่างการกักตัวเพื่อควบคุมโรคโควิด 14 วัน
นอกจากนี้การจากตรวจสอบอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ปรากฏว่ามีการนำเครื่องมือสื่อสารหรือโทรศัพท์มือถือเข้าไปได้ เพราะในระหว่างการส่งตัวเข้าสู่เรือนจำจะมีการตรวจค้นอย่างละเอียด รวมทั้งมีเครื่องเอกซ์เรย์กับทุกคน ดังนั้นไม่มีทางที่ผู้ต้องขังจะนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปได้ และมั่นใจว่านายพริษฐ์ไม่สามารถโพสต์เฟซบุ๊กได้อย่างแน่นอน น่าจะเป็นการโพสต์จากนอกเรือนจำ


ว่าที่ ร.ต.ธนกฤตกล่าวอีกว่า นายสมศักดิ์ได้สั่งให้กรมราชทัณฑ์ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยในช่วงดึกวันที่ 12 ก.พ. ตนได้ไปแจ้งความและลงบันทึกประจำวันที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อให้ตำรวจสืบหาผู้โพสต์เฟซบุ๊กดังกล่าว ในข้อหาทำให้เกิดความเสียหายต่อกรมราชทัณฑ์และ รมว.ยุติธรรม
นอกจากนี้ยังมีเฟซบุ๊กอื่นๆ ที่กล่าวหา รมว.ยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในเชิงรู้เห็นปล่อยให้ปลุกระดมและเป็นพวกเดียวกันกับนายพริษฐ์ ตรงนี้เรากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีด้วย ตนขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่เป็นความจริง เราปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกคน ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และในครั้งก่อนที่ นายสมศักดิ์เข้าไปพบนายพริษฐ์ในเรือนจำ ตนก็ได้เข้าไปด้วย ซึ่งเป็นเพียงการเข้าไปดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยเท่านั้น เพราะขณะนั้นมีกระแสข่าวว่า นายพริษฐ์และเพื่อนถูกทำร้ายร่างกาย จึงต้องเข้าไปตรวจสอบ เพราะนักโทษทางการเมืองมีความละเอียดอ่อน จึงต้องตรวสอบและให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริง ยืนยันว่าเรามีหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน
“ผมยืนยันว่าเราไม่ได้ปล่อยปละละเลย หรือให้ใครมาปลุกระดมจากภายเรือนจำ เรามีกฎการควบคุมที่เข้มงวด ไม่มีการให้อภิสิทธิ์ใครใช้เครื่องมือสื่อสารใดๆ ได้จากภายในเรือนจำ ดังนั้นเรื่องนี้เราต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กของนายพริษฐ์ ไปโพสต์ข้อความดังกล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของเฟคนิวส์ ที่มีการโพสต์ข้อความในการสร้างความเสียหายกับกระทรวงยุติธรรมขอให้หยุดการกระทำนั้น เราควรมาพูดคุยกันด้วยเหตุและผล หากพบว่าใครยังกระทำการพยายามสร้างความเสียหายให้กับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เราจะฟ้องร้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งผมขอยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมไม่เคยใช้เครื่องมือทางกฎหมายไปกลั่นแกล้งใครหรือฝ่ายใดทั้งสิ้น เราดำเนินการตามหลักกฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม” ว่าที่ ร.ต.ธนกฤตกล่าว



