เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พร้อมนายบันลือ กองไชย และนายธวัชกิตต์ ธนานันท์ตระกูล เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.บรรฑูรย์ ฉิมกรา ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงิน ในคดีพิเศษที่ 99/2558 เป็นคดีที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาและอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำเงินจำนวน 321 ล้านบาท สั่งจ่ายเช็คเป็นเงินจากสหกรณ์ฯ ไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็มโฮมเอสพีวี 2 จำกัด หลังพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนพบพยานหลักฐานปรากฏชื่อนายสัมพันธ์เข้าไปถือหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ แทนนายศุภชัย ทั้งนี้ การเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกนายสัมพันธ์กับพวก รวม 4 คน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยนัดรับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้
พ.ต.ท.บรรฑูรย์กล่าวว่า วันนี้ผู้ต้องหา 3 คน มีนายสัมพันธ์ นายบันลือ และนายธวัชกิตต์ ที่ถูกออกหมายเรียกเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เหลือเพียงนายจำลอง ทับสุวรรณ์ เนื่องจากบวช จากการสอบปากคำทั้ง 3 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเป็นเอกสารมาอีกครั้งในภายหลัง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นผู้มีชื่อถือหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ แทนนายศุภชัยโดยนายศุภชัยนำเงินของสหกรณ์ฯไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ ก่อนจะโอนหุ้นของบริษัทไปให้กับนายสัมพันธ์ กับพวก ถือหุ้นแทนและเป็นกรรมการบริษัทอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ปัจจุบันทั้งหมดไม่ได้เป็นแล้ว อย่างไรก็ตามในคดีนี้มีผู้ถือหุ้นแทนนายศุภชัยเพียงเท่านี้ ไม่มีบุคคลอื่นแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า พฤติกรรมของนายสัมพันธ์ กับพวก เข้าข่ายฟอกเงินอย่างไรบ้าง พ.ต.ท.บรรฑูรย์ กล่าวว่า จากการสอบสวนพบว่าเงินที่นายศุภชัยนำไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ เป็นเงินของสหกรณ์ฯคลองจั่น ดังนั้นทรัพย์สินที่ได้มาจากสหกรณ์ฯคลองจั่นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เขามีพฤติกรรมปิดบัง ซ่อนเร้น โดยร่วมกันทำนิติกรรมอำพราง ถือหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ แทนนายศุภชัย อีกทั้ง ผู้ต้องหาทั้งหมดรู้จักกันจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงเข้าข่ายเป็นการฟอกเงิน อย่างไรก็ตามเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ด้านนายสัมพันธ์ เสริมชีพ ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ว่า มารับทราบข้อกล่าวหาฐานร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปบางส่วน และได้ขอกลับไปรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจะไปติดต่อขอเอกสารจากกรรมการบริษัท เอ็มโฮมฯ เพื่อนำมาชี้แจงเพิ่มเติมกับดีเอสไอ อย่างไรก็ตาม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนายศุภชัยในเรื่องการซื้อขายหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ แต่หุ้นดังกล่าวได้มาจากการเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทในปี 2552 จะต้องได้ทรัพย์สิน และหนี้สิน รวมถึงหุ้นทั้งหมดด้วย โดยบริษัทมีมูลหนี้ประมาณ 900 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย ต่อมาในปี 2555 นายศุภชัยเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทดังกล่าวด้วยมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพราะสหกรณ์ฯคลองจั่นต้องการที่ดินของบริษัท และมีการทำสัญญาแบ่งจ่ายเงินออกเป็นงวดๆ แต่สหกรณ์ฯคลองจั่นสามารถจ่ายเงินได้เพียง 280 ล้านบาท แล้วหยุดชำระหนี้ จากนั้นตนได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และมีชื่อนายธวัชกิตตน์ เข้ามาถือหุ้นแทนนายศุภชัย เหตุผลถึงการเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทดังกล่าว เพราะต้องการเงินส่วนต่าง 30-40 ล้าน จากการขายบริษัท โดยยืนยันว่า ไม่ทราบที่มาของเงิน 280 ล้านบาท ที่นายศุภชัยยักยอกมาจากสหกรณ์ฯคลองจั่น เพื่อซื้อหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า เงินที่นายศุภชัยนำไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็มโฮมฯ เป็นเงินของนายศุภชัยหรือไม่ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า เป็นข้อตกลงว่าเขาจะซื้อที่ดินกับทางบริษัท เอ็มโฮมฯ เมื่อเราเทคโอเวอร์บริษัทมาจะมีทั้งหนี้สินและทรัพย์สิน แต่เขาต้องการเฉพาะทรัพย์สิน ส่วนหนี้สินเขาไม่เอา เพราะเป็นภาระ เขาต้องการเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นที่ดินตรงนั้น แต่เงื่อนไขเราจะขายที่ดินผืนนั้น 1,000 ล้านบาท จากเงิน 1,000 ล้านบาท คือเงิน 100 ล้านบาทต้องชำระให้เราก่อน เพราะเราไปเจรจาว่าต้องเอาเงินส่วนนี้ไปเทคโอเวอร์และเอาหุ้นมาด้วย เราจึงขอให้เขาจ่ายเงินให้เรา 100 ล้านบาทก่อนเป็นการมัดจำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายศุภชัยเป็นคนที่ต้องการที่ดินของบริษัท เอ็มโฮมฯ ใช่หรือไม่ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่นายศุภชัยต้องการ แต่เป็นสหกรณ์ฯคลองจั่นต้องการ เป็นการทำสัญญาระหว่างสหกรณ์ฯคลองจั่น กับทางเรา ส่วนที่ดินมีเนื้อที่กี่ไร่หรือมีสิ่งปลูกสร้างอะไรหรือไม่ จำรายละเอียดไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าไปดูรายละเอียดดังกล่าว
เมื่อถามว่า สหกรณ์ฯคลองจั่นต้องการที่ดิน และกรรมการคนอื่นต้องการอะไร เพราะบริษัทมีแต่ที่ดิน นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ต้องการส่วนต่าง คือ เราขายที่ดิน 1,000 ล้านบาท บริษัทมีหนี้สิน 800 กว่าล้านบาท รวมค่าบริหารจัดการ ค่านายหน้า อาจไปถึง 900 กว่าล้านบาท จะเหลือส่วนต่าง 30-40 ล้านบาท ดังนั้นกรรมการคนอื่นๆจะได้ตรงนี้ เป็นการทำธุรกิจปกติที่เราได้สิทธิมาและนำไปขาย จะได้กำไรตรงนี้ ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการที่เทคโอเวอร์บริษัทมีเพียง 3 คน คือ ตน นายบันลือ และนายจำลอง ส่วนนายธวัชกิตต์ มาทีหลัง โดยเป็นตัวแทนของนายศุภชัย

