‘สาวซีวิค’ชนรถตู้9ศพโทลล์เวย์ ทำกิจกรรมบริการสังคมช่วยผู้ป่วย ครบ138ชม.แล้ว

23.08.16 | 14:00 น.

เมื่อเวลา 09.40 น.วันที่ 23 สิงหาคม ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ถนนกำแพงเพชร ศาลนัดพร้อมเพื่อฟังผลการทำกิจกรรมบริการสังคม ของ น.ส.แพรวา (นามสมมุติ) เยาวชนหญิง จำเลยในคดีหมายเลขดำ 1233/2554 หลังจากเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลไต่สวนคำร้องของเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ที่ขอให้ศาลพิจารณากรณีจำเลยผิดเงื่อนไขคุมประพฤติในการบำเพ็ญประโยชน์ คดีขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสารสายธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต-หมอชิต บนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เมื่อค่ำวันที่ 27 ธันวาคม 2553 เป็นเหตุให้คนขับรถตู้และผู้โดยสารเสียชีวิตรวม 9 ราย หลังจากการไต่สวนจำเลยผู้ถูกคุมประพฤติได้แถลงต่อศาลว่า เข้าใจผิดพลาดต่อกระบวนการและสถานที่ในการบำเพ็ญประโยชน์ จึงขอทำกิจกรรมบริการสังคมใหม่ให้ครบถ้วน รวม 138 ชั่วโมง (ชม.)

โดยสำนักงานคุมประพฤติจัดทำรายงานผลการคุมประพฤติของจำเลยส่งศาล ระบุว่า จำเลยได้ทำงานบริการสังคมกับหน่วยงานภาคีที่โรงพยาบาลไทรน้อย จ.นนทบุรี ในงานแผนกผู้ป่วย ด้านการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีญาติ งานในห้องฉุกเฉินที่ช่วยเฉพาะลักษณะงานเบื้องต้น รวมทั้งการออกพื้นที่ด้วยการนั่งรถฉุกเฉินไปรับผู้ป่วยนอก โดยดำเนินการทำงานบริการสังคมตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2559 เป็นต้นมา วันละ 6 ชม.ต่อเนื่องเป็นเวลาทั้งหมด 138 ชม. มีพนักงานคุมประพฤติไปตรวจสอบดูแลประจำทุกวัน

ทั้งนี้ จำเลยแถลงด้วยว่าไปทำกิจกรรมบริการสังคมตามคำพิพากษาศาลแล้วจริง

ศาลพิเคราะห์รายงานและคำแถลงของคู่ความแล้ว เห็นว่าจำเลยได้ทำกิจกรรมบริการสังคมครบกำหนดเป็นระยะเวลา 138 ชม.แล้ว ให้บันทึกไว้เป็นรายงานกระบวนพิจารณาในคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี โดยคุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน พร้อมให้ทำงานบริการสังคมโดยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชม. รวมทั้งห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่

Advertisement

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้แก้ระยะเวลาการรอลงอาญาเป็น 4 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยเป็นเวลา 3 ปี โดยให้บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชม./ปี เป็นเวลา 3 ปี ส่วนโทษอื่นให้คงตามศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นที่สุด เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งปี 2558 ไม่รับฎีกาของจำเลย เนื่องจากไม่มีสาระสำคัญจะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิม

ขณะที่คดีแพ่ง ที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวยื่นฟ้องบิดามารดาของเยาวชน และตัวเยาวชนต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำ 4013/2554 เรียกค่าเสียหาย 113 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 ให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวม 26,881,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2553 เป็นวันที่เกิดเหตุรถพลิกคว่ำ