เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 23 สิงหาคม กลุ่มหมออนามัย ประกอบด้วย นายปรเมษฐ์ จินา ประธานชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย นายปิ่น นันทะเสน นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข นายสาคร นาต๊ะ สมาคมหมออนามัย และนายธาดา วรรธนปิยกุล มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย พร้อมด้วยตัวแทนหมออนามัยจากทั้ง 4 เครือข่ายประมาณ 300-400 คน เดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในกรณีที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติอนุมัติอัตราตำแหน่งที่อาจกระทบต่อนักวิชาการสาธารณสุข (นวก.สธ.) และเจ้าพนักงานสาธารณสุข (จพ.) พร้อมทั้งยังพบว่ามีมติปรับปรุงตำแหน่ง นวก.สธ. ให้แก่สายวิชาชีพอื่นๆ อีก 627 อัตรา จึงเกิดความกังวลต่อกลุ่มที่อยู่ระหว่างการรอสอบสัมภาษณ์ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ จำนวน 820 คน จะไม่มีตำแหน่ง นวก.สธ.

ต่อมาเวลา 10.30 น. นพ.โสภณเปิดห้องประชุม พร้อมให้ผู้แทนหมออนามัยเข้ายื่นข้อเรียกร้อง พร้อมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า บุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีจำนวนกว่า 3 แสนคน หลักการบริหารก็ต้องให้เกิดความสมดุลที่สุด ซึ่งจากข้อร้องเรียนของทางสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และสมาคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตนได้ทำหนังสืออธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว สรุปคือ เดิมทีสำนักงานปลัดกระทรวงฯได้เสนอขออัตราข้าราชการ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 เพื่อบรรจุพยาบาลและบุคลากรทางสาธารณสุขจำนวน 7,547 อัตรา แบ่งออกเป็น 3 ครั้ง ซึ่งมีการบรรจุไปแล้ว 2 ครั้ง และครั้งที่ 3 แบ่งออกเป็นวิชาชีพประเภทวิชาการจำนวน 5,142 อัตรา ซึ่งรวม นวก.สธ.จำนวน 205 อัตรา นอกนั้นเป็นตำแหน่งทั่วไป

นพ.โสภณกล่าวอีกว่า ต่อมา สธ.เปิดตำแหน่งให้ นวก.สธ.เข้าสอบครั้งที่ 2 อีก 205 อัตรา รวมแล้วเป็น 410 อัตรา ซึ่งคนสอบผ่านก็ได้รับบรรจุ เป็นไปตามเกณฑ์หมด โดยผลการสอบแข่งขั้นทั้ง 2 โครงการ มีผู้สอบผ่านในโครงการที่ 1 จำนวน 96 คน ซึ่งในโครงการที่ 2 มีผู้มาสอบและอยู่ระหว่างรอสอบเพื่อวัดความเหมาะสมสูงถึง 820 คน ซึ่งเกินกว่าตำแหน่งว่างที่ได้รับจัดสรรจำนวน 506 คน
“ประเด็นที่มาเรียกร้อง เข้าใจว่าต้องการให้นักวิชาการสาธารณสุขที่กำลังจะสอบสัมภาษณ์ภาค ข. จำนวน 820 คน มีตำแหน่งทั้งหมด ก็ต้องบอกว่า หากทั้งหมด 820 คนสามารถสอบผ่านได้ทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ ผมยืนยันว่าจะหาตำแหน่งบรรจุให้แน่นอน แต่หากสอบไม่ผ่านก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ส่วนเจ้าพนักงานสาธารณสุขก็เช่นกัน ดังนั้น ทุกอย่างตรงไปตรงมา ส่วนที่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง จนเกิดประเด็นไปพูดต่อจนเข้าใจผิดว่า สธ.จะตัดวงจรนักวิชาการสาธารณสุข จะลดจำนวนลงจนสูญพันธุ์นั้น อยากบอกว่า ไม่เคยคิดเช่นนั้น และไม่รู้ว่าไปเอาความคิดแบบนี้ ไปมโนกันได้อย่างไร การปรับเกลี่ยตำแหน่งเป็นเรื่องหลักการบริหารที่ต้องดูตามความเหมาะสม ซึ่งทุกวิชาชีพทุกสายงานสำคัญมีความจำเป็นหมด แต่ส่วนหนึ่งก็อยากให้เข้าใจว่า รพ.หลายแห่ง ยังขาดนักรังสีการแพทย์ จึงต้องมีประจำ รพ.เพื่อทำการเอกซเรย์ ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ประชาชนไม่ใช่หรือ” นพ.โสภณกล่าว
ปลัด สธ.กล่าวอีกว่า ส่วนที่กังวลว่าจะมีการลดสัดส่วนนักวิชาการสาธารณสุข (นวก.สธ.) นั้น เดิม นวก.สธ.รวมกับ จพง.จะอยู่ที่ 1 ต่อประชากร 1,250 คน แต่ก็กังวลว่าจะมีการปรับเหลือ 1 ต่อ 5,000 คน ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณา และอาจให้เท่ากับสัดส่วนพยาบาล คือ เฉพาะ นวก.สธ.อาจได้ที่ 1 คน ดูแลประชากร 2,000-2,500 คน ทั้งนี้ ในเรื่องดังกล่าวจะต้องทำเป็นแผนกำลังคน ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป จึงอยากให้ตัวแทน นวก.สธ. หมออนามัย ผอ. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปดำเนินการ ไม่ว่าจะสมาคมหรือกลุ่มไหนก็ตาม มาร่วมกันช่วยวางแผนกำลังคน เงินบำรุง สำรวจจำนวนผู้ทำงานใน รพ.สต.ทุกวิชาชีพ ที่เพียงพอต่อการบริการประชาชน ซึ่งขณะนี้ในส่วนกลางกำลังดำเนินการวางแผนในภาพรวมของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ โดยขอให้ไปดำเนินการและกลับมาหารือกันอีกภายใน 2-4 สัปดาห์





