บ่อนการพนันมีความเกี่ยวพันกับ �คนสำคัญ� 2 ฝ่าย หนึ่งคือเจ้าของบ่อน กับสองคือผู้เล่นพนัน ถัดจากนั้นจึงมีหลายคนหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องร่วมงานร่วมทำมาหาเลี้ยงชีพ ตั้งแต่คนคุมบ่อน ทำไพ่ แลกเงิน ให้กู้เงิน เสิร์ฟน้ำ ชา กาแฟ อาหาร คนทำความสะอาด ฯลฯ
ที่ไม่ได้ร่วมลงทุน แต่ �รับปันผล� อมตะนิรันดร์กาลคือตำรวจ !
มิใช่มีแต่ “ตำรวจเจ้าของท้องที่” ที่บ่อนนั้นๆ เปิดทำการ แม้แต่ตำรวจสังกัด “ส่วนกลาง” ทั้งหลาย หากไม่จ่าย “บ่อน” ก็อยู่ไม่ได้
แต่ในวัฒนธรรมที่สูงขึ้น การเปิดบ่อนการพนันผิดกฎหมายกับการเก็บส่วยของตำรวจถูกเปลี่ยนเป็น “กาสิโน” ที่ถูกกฎหมาย มีการจัดระเบียบชัดเจนแน่นอน แบ่งปันจัดสรรผลประโยชน์ลงตัวเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องรีดไถ
กล่าวสำหรับประเทศไทย “บ่อนผิดกฎหมาย” เป็นปัญหาซ้ำซากมา 40-50 ปีแล้ว
ถึงจะมีตำรวจจับจริงก็ทำได้เป็นพักๆ การไล่จับบ่อนเหมือนจับปูใส่กระด้ง
บ่อนจะต้องได้เปิด นักพนันต้องมีที่เล่น เงินก็จะต้องสะพัด นายบ่อนรวยและมีอิทธิพลแน่นอน
ตำรวจขาประจำที่รับเงินบ่อนเป็นฟ่อนๆ ก็ต้องมีแน่นอน
ตราบเท่าที่ยังไม่มีกาสิโนถูกกฎหมาย “บ่อนการพนัน” กับ “ตำรวจรับเงินบ่อน” ก็ยังคงเป็นของคู่กัน
แต่ว่าตอนนี้ หลังจากที่ “หลงจู๊” ขาใหญ่ถูกจับก็ส่งผลกระเทือนทำให้บ่อนพนันภาคพื้นดินในทุกท้องที่ทั้งนครบาลและปริมณฑลสงบเงียบลง
ตำรวจที่เคยเก็บเงินจากบ่อนภาคพื้นดินจึงต้องเสาะหา “ช่องทางทำกิน” ใหม่
ยกตัวอย่างรายหนึ่ง “นาย” เปิดทางให้พาพวกออกปฏิบัติการไล่ล่า
ราวกับพยัคฆ์ติดปีก !
แทบไม่น่าเชื่อว่าช่องทางทำกินใหม่ชวนให้ระทึกขวัญยิ่งกว่าบ่อนการพนันในภาคพื้นดิน
เมื่อเร็วๆ นี้ พยัคฆ์ร้ายสีกากีรายนั้นพาพวกออกบินไล่ล่าหาเหยื่อในห้วงเวหา จนได้กลิ่น “การพนันออนไลน์” โชยมา
พยัคฆ์ร้ายโฉบเฉี่ยวเข้าขย้ำเจ้ามือการพนันออนไลน์รายหนึ่งด้วยความฉับไว
แลกกับการไม่ถูกจับกุม ไม่ฟื้นฝอย ไม่ถึงมือ ป.ป.ง. ไม่อายัด-ยึด จึงยื่นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “5 ล้าน-จบ”
ตำรวจไทยในเวลานี้ใจกล้ามาก
เช่นเดียวกับ “สิ่งที่หายไป” จากสำนวน “คดียาไอซ์พันล้าน” นั่นก็นับว่ากล้ามาก
หากไม่รู้จักพอ “หายนะ” จะมาเยือน !?!!

