เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 23 สิงหาคม กลุ่มผู้ค้าแผงลอยย่านถนนข้าวสารชุุมนุมที่โรงเรียนวัดชนะสงคราม เขตพระนคร แสดงจุดยืนคัดค้านกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยกเลิกแผงค้าและจัดระเบียบพื้นที่ถนนข้าวสาร
น.ส.ญาดา พรเพชรรัมภา ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอยเสรีถนนข้าวสาร กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นผู้ค้าแผงลอยบนทางเท้าในถนนข้าวสารมีประมาณ 250-270 ราย โดยตั้งวางแผงค้าตลอดทั้งวัน แต่ กทม.มีนโยบายยกเลิกการค้าบนทางเท้าทั้งหมด และกำหนดวันให้ผู้ค้าสามารถค้าขายบนผิวจราจรได้ 1 ช่องจราจร เฉพาะในวันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ ซึ่งกลุ่มผู้ค้าไม่เห็นด้วย
“กลุ่มผู้ค้าเห็นด้วยกับโครงการจัดระเบียบถนนข้าวสาร แต่ไม่เห็นด้วยกับรูปแบบและข้อกำหนดต่างๆ เพราะหากผู้ค้าปฏิบัติตามข้อกำหนดของ กทม.จะเกิดผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะด้านรายได้ เนื่องจากวันที่สามารถค้าขายได้ลดน้อยลง อีกทั้ง กทม.กำหนดห้ามผู้ค้าค้าขายบนทางเท้า ให้ลงมาตั้งวางบนผิวจราจรได้เพียงหนึ่งช่องทาง ซึ่งอาจทำให้พื้นที่การค้าไม่เพียงพอต่อผู้ค้า ที่ผ่านมา กทม.ไม่เคยให้โอกาสผู้ค้าเข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดรูปแบบการจัดระเบียบถนนข้าวสาร” น.ส.ญาดา กล่าวและว่า กลุ่มผู้ค้าจึงเสนอแนวทางการจัดระเบียบพื้นที่รูปแบบที่เหมาะสมต่อ กทม. 1.เปิดช่องทางเดินบนทางเท้ากว้าง 1.20 เมตร (ม.) เพื่อให้สัญจรได้ 2.แผงค้าด้านในอาคาร จะไม่ตั้งวางยื่นหรือล้ำบนทางเท้าเกิน 40 เซนติเมตร (ซม.) 3.แผงลอยต้องตั้งวางไม่กีดขวางทางเดินเข้า-ออกอาคาร 4.เมื่อเลิกทำการค้า ผู้ค้าจะเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง 5.จะดูแลความสะอาดในพื้นที่ 6.จะช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลปัญหาอาชญากรรม 7.จะไม่ตั้งวางแผงค้าบนผิวจราจรในเส้นทางเข้า-ออกพื้นที่
ด้านนายวิสุทธิ์ กิตติรวีโชติ ประธานสภาวัฒนธรรมเขตพระนคร ในฐานะผู้ประกอบการถนนข้าวสาร กล่าวว่า ถนนข้าวสารมีส่วนผู้ประกอบการในอาคารร้านค้าต่างๆ 160 อาคาร ซึ่งประกอบการค้ารูปแบบต่างๆ ทั้งการขายอาหาร ร้านนวด บาร์เบียร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสภาพของถนนข้าวสารแตกต่างจากในอดีต ไม่สงบ ไร้ระเบียบในหลายจุด การจัดระเบียบพื้นที่ให้เหมาะสมถือเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยให้ถนนข้าวสารเกิดภูมิทัศน์เหมาะแก่การท่องเที่ยว และว่า ข้อกำหนดของ กทม.นั้น บางรูปแบบเหมาะสม อาทิ การจัดช่องทางบนผิวจราจร ให้มีช่องวางสำหรับรถฉุกเฉินเข้า-ออกพื้นที่ได้ตลอดเวลา แต่หากมีการกำหนดวันตั้งแผงค้าขายเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ ก็อาจเกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรมีหารือถึงแนวทางที่ชัดเจนร่วมกันอีกครั้ง

