“ผักตบชวา” มาจากไหน? ทำไมถึงเยอะจน “บิ๊กตู่” ต้องลงมาสั่ง

คลิกอ่าน-ชมคลิป ...“บิ๊กตู่”โวยต้องให้สั่งทุกเรื่อง ผักตบชวาก็ไม่เว้น เสนอไอเดียบ้านไหนมีปรับต้นละ100

 

“ผักตบชวา” เป็นพืชที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนหลายลุ่มน้ำ ทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง ที่หนาแน่นจนชาวบ้านใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ลงไปเดินเล่นหรือนอนบนแพผักตบชวาได้ ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สงสัยว่าทำไมเรื่องผักตบชวาต้องให้ (นายกฯ) สั่งเอง อยากให้ทุกคนช่วยกัน พร้อมตั้งคำถามแล้วจะเอาหรือไม่ถ้าใครปล่อยให้มีผักตบอยู่ในบ้านต้องถูกปรับต้นละ 100 บาท!

แล้วท่านผู้อ่านเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าผักตบชวามาจากไหน? เป็นพืชในไทยหรือเปล่า? แล้วทำไมถึงแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วขนาดนี้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” จึงรวบรวมข้อมูลประวัติความเป็นมาของผักตบชวาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

ผักตบชวาถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในปี2444ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซียโดยเจ้านายฝ่ายในที่ตามเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย ได้เห็นพืชชนิดนี้มีดอกสวยงาม จึงนำกลับมาปลูกในประเทศไทย และใส่อ่างดินเลี้ยงไว้หน้าสนามวังสระปทุม จนกระทั่งเกิดน้ำท่วมวังสระปทุมขึ้น ทำให้ผักตบชวาหลุดลอยกระจายไปตามแม่น้ำลำคลองทั่วไป และแพร่พันธุ์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

ส่วนที่เรียกว่า “ผักตบ” นั้น ก็เป็นเพราะว่าตรงบริเวณโคนก้านใบของผักตบชวาจะมีลักษณะพองออก คนนิยมนำมาใส่มือแล้วบีบหรือตบเล่น จะมีเสียงแตกดังๆ ส่วน “ชวา” นั้นก็คือประเทศอินโดนีเซียนั่นเอง

ผักตบชวาจัดเป็น “เอเลี่ยน สปีชีส์” หรือ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” ที่เข้ามาแพร่ระบาดรุกรานจนสร้างความเสียต่อระบบนิเวศในไทย ก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียและกีดขวางทางน้ำ เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยผักตบชวาเพียง 1 ตัน สามารถแพร่พันธุ์ได้ถึง 1,000 ต้น ในเวลา 1 เดือน ซึ่งถึงแม้น้ำจะแห้งจนต้นตาย แต่เมล็ดของมันก็ยังมีชีวิตต่อไปได้นานถึง 15 ปี และทันทีที่เมล็ดได้รับน้ำที่เพียงพอมันก็จะแตกหน่อเป็นต้นใหม่ต่อไป

ซึ่งปัญหาผักตบชวานี้ก็ไม่ได้เพิ่งมาสร้างปัญหาในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นปัญหาในประเทศมาตั้งแต่อดีต โดยประเทศไทยเริ่มมีการกำจัดผักตบชวามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ถึงขนาดมีการออก พ.ร.บ.สำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ.2456 แต่ก็มีการยกเลิก พ.ร.บ.ดังกล่าวไปในปี 2546 เนื่องจากเป็น พ.ร.บ.ที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น อีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลกก็เจอปัญหาเช่นเดียวกัน จะมีก็แต่ประเทศในแถบยุโรปเท่านั้นที่ปลอดการรบกวน โดยบริเวณที่ถูกผักตบชวาคุกคามมากที่สุดคือ ทะเลสาบวิกตอเรีย

ส่วนประโยชน์ของผักตบชวาก็มีหลายด้าน ตั้งแต่ดอกและก้านใบอ่อนที่สามารถนำมาลวกจิ้มน้ำพริกหรือทำแกงส้มรับประทานได้ นอกจากนี้ก้านและใบยังสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู หรือใช้ทำปุ๋ยหมัก และยังมาทำเป็นเครื่องจักสานจากผักตบชวาได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,วิกิซอร์ซและgotoknow

บทความก่อนหน้านี้สะดุดจุดบอด “ศรีรัช-วงแหวน” รถติดตรึม-ไล่แก้คอขวดรอยต่อ “หมอชิต”
บทความถัดไปเปิดบ้าน 20 ล้านของ ‘ใบเตย อาร์สยาม’ พร้อมคำขอถึงพ่อแม่ “อยากให้คืนดีกลับมาอยู่ด้วยกัน”