‘บิ๊กต๊อก’ถก จนท.อาวุโสอาเซียนยาเสพติดร่วมทำแผนป้องกัน แก้ไขระยะยาว 10 ปี

24.08.16 | 13:02 น.

“บิ๊กต๊อก” ถก จนท.อาวุโสอาเซียนยาเสพติด ทำแผนป้องกันแก้ไขระยะยาว 10 ปี จ่อนำทีมศึกษาดูงานโมเดลประเทศ ใช้วิธีคัดแยกผู้เสพสำเร็จ พร้อมนำกลับมาปรับปรุงระบบเมืองไทย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน กรุงเทพฯ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านยาเสพติด ครั้งที่ 37 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้แทนจากประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจา เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และสำนักเลขาธิการอาเซียน สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และหน่วยงานกลางด้านปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา (DEA) เป็นต้น โดยมีนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม และให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เพื่อติดตามผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ทั้งด้านการป้องกัน ด้านการปราบปราม ด้านการบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ด้านการวิจัย และด้านการพัฒนาทางเลือก รวมถึงการพิจารณาและรับรองแผนปฏิบัติการอาเซียนฉบับใหม่ พ.ศ. 2559-2568 และการพัฒนาความร่วมมือแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน และประเทศกลุ่มอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

WV7A0422

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นการประชุมเพื่อทำแผนปฏิบัติการ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2568 โดยจะนำเรื่องดังกล่าวมาให้ที่ประชุมในระดับอาวุโสได้รับรอง ก่อนจะเสนอไปยังที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้มีการรับรองและประกาศใช้ในเรื่องยาเสพติด ซึ่งการทำแผนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คงเป็นจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ยาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของประเทศ แต่ไม่ใช่หมดไป เพราะมันอาจจะทำไม่ได้ แต่เราต้องทำให้มันไม่ใช่ปัญหา ซึ่งประเทศในอาเซียนก็กำลังประสบปัญหาในเรื่องนี้เช่นกัน โดยการประชุมครั้งนี้ ตนได้เรียนร้องให้นำผลการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก (UNGASS) 2016 ซึ่งเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพ สาธารณสุข อาชีพ และการใช้กฎหมายอย่างเหมาะสมมาปรับใช้ เพื่อให้สังคมโลกได้เห็นว่าประเทศในอาเซียนก็จะนำมติของโลกมาใช้ โดยตนได้เรียกร้องให้ทำเป็นโรดแมป ถึงแม้ยังมีหลายเรื่องที่ประเทศไทยยังไม่พร้อม เช่น โทษประหารชีวิต หรือการทำให้ยาเสพติดถูกต้องตามกฎหมาย

Advertisement

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยต้องเรียนรู้ คงยังไปถึงตรงนั้นไม่ได้ทันที แต่ต้องมีแนวทางให้สอดคล้องกับสหประชาชาติ อีกเรื่องที่เป็นข้อเรียกร้องของประเทศไทย คือเรื่องควบคุมและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำมาเขียนู่ในบทหรือแผนปฏิบัติการ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มประเทศอาเซียนไม่เคยเขียนเรื่องนี้เลย เนื่องจากตนมองว่าไม่ควรปล่อยให้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเป็นเรื่องของประเทศเมียนมากับลาวเท่านั้น แต่มันควรเป็นปัญหาร่วมกันของประเทศอาเซียน เพราะสามเหลี่ยมทองคำเป็น 1 ใน 3 ของโลกที่เป็นแหล่งสร้างปัญหาใหกับโลกในเรื่องยาเสพติด โดยเฉพาะเมทเอมเฟนตามีน จึงได้เรียกร้องให้แต่ละประเทศหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง

“เราต้องเห็นใจโดยเฉพาะเมียนมาร์ที่มีปัญหาในเรื่องของชนกลุ่มน้อย ที่กำลังจะแก้ไขและเจรจาในการอยู่ร่วมกัน เราก็ได้แต่เป็นกำลังและสนับสนุนให้การเจรจานั้นสำเร็จ นำไปสู่สู่การทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะยังมีชนกลุ่มน้อยอยู่ตรงนั้น ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ผลิตยาเสพติดอย่างที่แท้จริง ที่ผมเรียนว่าเราก็ต้องสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้ปรับเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งเรานำเอาศาสตร์พระราชาที่เราแก้ปัญหาประเทศไทย ซึ่งสหประชาชาติก็รองรับในเรื่องนี้ ผมจึงคิดว่าปัญหาใหญ่มันอยู่ตรงนี้ คือการที่มีชนกลุ่มน้อยและการไม่มีเอกภาพเหนือดินแดนของประเทศเมียนมาเอง ซึ่งก็น่าเห็นใจ เรากำลังช่วยสนับสนุนให้การเจรจานั้นสำเร็จ โดยปัญหาการเมือง หรือปัญหาภายในมันเป็นปัญหาทางอ้อม แต่ปัญหาทางตรงก็น่าเกิดจากยาเสพติดที่เป็นปัญหาใหญ่” รมว.ยุติธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางนโยบายเกี่ยวยาเสพติดที่จะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องภายในคงไม่ก้าวก่ายกัน แต่แนวคิดและทิศทางการดำเนินงานด้านยาเสพติดของโลก จากผลการประชุม UNGASS มันออกมาชัดเจนแล้ว ซึ่งเราก็ควรนำเอาตรงนั้นมาเป็นแผน แต่คงเป็นแผนปฏิบัติการในระยะยาวที่จะนำไปสู่เรื่องการแก้ไขเรื่องโทษอย่างไร การพัฒนาทางเลือกอาชีพอย่างไร แต่เราคงไม่ไปลึกถึงปัญหาของแต่ละประเทศ รวมถึงวิธีการจัดการกับปัญหายาเสพติดของแต่ละประเทศ ซึ่งมันอยู่ที่ความพร้อมของเจ้าหน้าที่และสังคมด้วย มันก็ต้องเข้าใจ แต่ที่เราจะเขียนอยู่ในแผนนั้น ก็เพื่อที่จะให้สังคมโลกรับรู้ว่าเราพร้อมที่จะปฏิบัติตาม และจะได้ไปชี้แจงกับเวทีโลกได้ชัดเจน

IMG_2755

เมื่อถามต่อว่า สำหรับมาตรการดำเนินการปัญหายาเสพติด ได้ด้านสาธารณสุขมีมาตรการการดำเนินการอย่างไรบ้าง พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยด้านสาธารณสุข ประเทศไทยจะดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มีการประชุมร่วมกันหลายรอบ ซึ่งการแก้ไขและการดำเนินการคัดแยกผู้เสพยาเสพติดคือผู้ป่วยได้ให้ สธ. เป็นผู้ดำเนินการ อีกทั้ง เร็วๆนี้เราก็จะมีการประชุมคณะกรรมการที่ทำงานในเรื่องนี้ และมีโครงการจะไปดูงาน ในหลายประเทศว่าปัญหามันคืออะไร แต่ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาดูงานก็จะต้องประชุมให้ชัดเจน และกลับมาจะรู้เพราะมีหลายประเทศที่ทำสำเร็จไปแล้ว

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับทีมงานที่จะเดินทางไปดูงานก็จะประกอบไปด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สธ. ศาลยุติธรรม และอัยการ และจะกลับมาปรับปรุงทั้งระบบราชการและการใช้เครื่องมือ โดยจะทำเป็นแผนระยะยาว แต่ตอนนี้สิ่งที่เราดำเนินการแล้วคือการใช้ระบบสาธารณสุข และสุขภาพมาทำ แต่หากจะพูดถึงการดำเนินการเต็มรูปแบบ เช่น การใช้ยาแก้ยา หรือการจ่ายยาด้วยแพทย์ ตรงนี้เรากำลังศึกษาอยู่ คือศึกษาความพร้อมของ สธ. ถ้าเราคิดว่าผู้เสพเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่ง เราก็ต้องจ่ายยาก็คือยาเสพติด แต่มันต้องพร้อมจริง สามารถควบคุมได้จริง และต้องเข้ามาจดทะเบียนได้จริง หากทำไม่ได้ก็ยากที่จะไปถึงตรงนั้น และมันจะสร้างความไม่มั่นใจด้วย แต่ตรงนี้หลายประเทศเขาสามารถทำได้แล้ว ซึ่งเราก็ต้องไปดูให้เข้าใจว่าเขาควบคุมและทำกันอย่างไร โดยเราจะทำควบคู่ไปกับเรื่องประชารัฐที่มี 80,000 กว่าหมู่บ้าน ซึ่งมีกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นเจ้าภาพ โดยจะมีศูนย์อำนวยการผู้ว่าราชการจังหวัด และศูนย์อำนวยการอำเภอ

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ถ้าสามารถคัดแยกได้ก็จะไปสู่การลงทะเบียนและการทำอย่างที่เราพูดได้ ซึ่งตนคิดว่าการศึกษาเบื้องต้นของเรานั้น เขาน่าจะทำในลักษณะนี้คือควบคุมยาเสพติดให้ได้ก่อน เมื่อประสิทธิภาพได้แล้ว การเปิดเผยของผู้เสพที่หลบซ่อนอยู่ก็จะกล้าเปิดเผยตัวตน เพราะที่ผ่านมา คนที่ติดยาเสพติดเขายังไม่เปิดเผยตัวและวันหนึ่งก็จะเกิดปัญหา โดยที่เราไม่รู้เลยว่าคนนี้ติดยาเสพติด อีกทั้ง สังคมต้องเปิดใจและยอมรับเขา เพราะปัจจุบันสังคมมองว่าคนที่คิดยาเสพติดเป็นอาชญากรรม คนกลุ่มนี้จึงไม่กล้าเปิดเผยตัวตนและไม่กล้ายอมรับต่อสังคม ถ้าคุณเห็นอย่างนี้แล้วก็ทราบว่าการที่จะไปถึงตรงนั้นมันต้องใช้เวลา

WV7A0415

“ส่วนการต่อสู้กับทัศนคติของคนในสังคมนั้น ผมมองว่าไม่มีปัญหา พูดเสมอว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาน้อมรับและเข้าใจ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยและเดินไปสู่ตรงนั้นอยู่แล้ว อะไรที่มันถูกต้องเราต้องกล้าที่จะบอกประชาชน ซึ่งเรื่องนี้มันก็ต้องช่วยกันและสร้างความรับรู้ แแต่เราจะหยุดนิ่งเมื่อมีคนมากระเอมกระไอเรื่องนี้มันไม่ใช่ เพราะมันต้องยอมรับว่าแนวทางนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะเดินไป เพราะสิ่งที่ผ่านมา 10-20 ปี มันไม่ใช่และไม่สำเร็จ เราก็ต้องหาทิศทางใหม่ที่จะเดินไป และก็กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็เห็นด้วย หากวันหนึ่งทำสำเร็จประชาชนก็จะยอมรับกันเอง” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว