อย. เปิดเวทีแจงยิบ ปลูกกัญชา กัญชง อย่างไรให้ถูกกฎหมาย ย้ำ พร้อมให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน

6.03.21 | 11:57 น.

อย. เปิดเวทีแจงยิบ ปลูกกัญชา กัญชง อย่างไรให้ถูกกฎหมาย ย้ำ พร้อมให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน

 

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในงาน “มหกรรมกัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” ภก.สัญชัย จันทร์โต กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “การกำกับดูแลและการนำกัญชากัญชงไปใช้ประโยชน์ภายใต้กฎหมายใหม่”

ภก.สัญชัย กล่าวว่า การส่งข้อมูลสำคัญในการขออนุญาตปลูกพืชกัญชาคือ การรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน ขั้นตอนการเตรียมสถานที่ และการขออนุญาตปลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(พรบ.) ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 ระบุชัดเจนว่าจะต้องอยู่ในการควบคุมของรัฐ โดยหน่วยย่อยที่สุดในการขออนุญาตร่วมปลูกได้คือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งในความหมายคือ การรวมตัวกันของประชาชนมากกว่า 7 คนขึ้นไปที่ปลูกพืชชนิดอื่นๆ อยู่แล้วและได้รับใบอนุญาตเป็นวิสาหกิจชุมชน หลังจากนั้นนำใบอนุญาตไปขึ้นทะเบียนปลูกกัญชาเพิ่มกับ อย. โดยทางกฎหมายวิสาหกิจชุมชนต้องปลูกร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) โดยมีผู้อำนวยการรพ.สต. ร่วมกับประธานวิสาหกิจชุมชนถือใบอนุญาตคู่กัน

“เกิดเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกให้กับประชาชนการขออนุญาตสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) หรือติดต่อโดยตรงที่ อย. เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ช่อดอก ใบรองดอกและเมล็ดกัญชา ยังเป็นยาเสพติดอยู่ ดังนั้น ต้องปลูกจากเมล็ดพันธุ์ที่ถูกกฎหมาย ซึ่งขอรับเมล็ดพันธุ์ได้จากเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในจังหวัดของตนเอง” ภก.สัญชัย กล่าว

Advertisement

 

ภก.สัญชัย กล่าวว่า การปลูกกัญชา อย. ไม่ได้บังคับว่าจะปลูกจากเมล็ดหรือต้นอ่อน แต่คำแนะนำคือ ควรปลูกจากต้นเพศเมียซึ่งมีช่อดอก ซึ่งอยู่ในยาเสพติดให้โทษ โดยต้องนำส่งให้ รพ.สต. คู่สัญญาเพื่อผลิตเป็นยาทางการแพทย์ ดังนั้น การปลูกจากเมล็ดเหมือนเป็นการลุ้นล็อตเตอรี่ ซึ่งไม่รู้ว่าโตมาแล้วจะเป็นเพศอะไร ดังนั้นการปลูกจากต้นกล้าอ่อนจะดีกว่า ซึ่งกัญชา 1 ต้น จะให้ช่อดอกสดต่ำที่สุดประมาณ 0.5 กิโลกรัม(ก.ก.) คิดเป็นกิโลกรัมแห้ง 0.12 ก.ก. ส่วนใบสด กิ่ง ก้าน รวมประมาณ 2 ก.ก. ดังนั้นหากปลูก 6 ต้น ก็จะได้ช่อดอกสด 6 ก.ก. ช่อดอกแห้ง 0.6 ก.ก. ซึ่งในขณะนี้ อย. ปลดล็อกส่วนของพืชกัญชาทุกส่วน ยกเว้นช่อดอก ใบรองดอก และเมล็ด ออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษแล้ว ดังนั้น รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนแล้วก็จะต้องไปดูว่าเราจะนำส่วนที่ปลดล็อกไปทำอะไร ส่วนช่อดอกและเมล็ดกัญชา ที่ยังเป็นยาเสพติดให้โทษ จะต้องส่งมอบให้กับรพ.สต.คู่สัญญา

ภก.สัญชัย กล่าวว่า ต่อมาเป็นส่วนของการปลูก กัญชา จะต้องระบุแบบแปลน พิกัดภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน เพื่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย ไปจนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะนี้มีการขออนุญาตให้ปลูกในบ้านได้แล้ว แต่ต้องมีแนวกั้นเพาะปลูกกัญชาที่ชัดเจน ติดรั้วลวดหนาม มีรั้วป้องกันการเข้าถึงจากบุคคลภายนอก สูงประมาณ 1.5-2.0 เมตร บริเวณหน้าประตูทางเข้าแปลง ติดป้ายสีน้ำเงินระบุข้อความว่าสถานที่ผลิตยาเสพติดให้โทษ

ภก.สัญชัย กล่าวว่า ขณะเดียวกันการปลูกพืชกัญชง ที่มีความแตกต่างจากพืชกัญชา คือ มีสารสำคัญ THC น้อยกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ มากกว่านั้นจะกลายเป็นกัญชาทันทีต้องใช้ในทางการแพทย์หรือศึกษาวิจัยเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ส่วนของกัญชงที่ยังเป็นยาเสพติดให้โทษมีเพียงช่อดอกและใบรองดอกที่ห่างจากช่อดอก 30 เซนติเมตร ขณะที่ กฎกระทรวงฯ เรื่องกัญชง ฉบับเดิมอนุญาตปลูกโดยรัฐเท่านั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2564 ที่ออกมาใช้แทนประกาศฉบับเก่า ระบุว่าขณะนี้การขออนุญาตปลูกกัญชงสามารถปลูกได้โดยบุคคลทั่วไป นิติบุคคล เอกชน หรือวิสาหกิจชุมชน นอกจากนี้ยังสามารถขออนุญาตสกัดกัญชงได้อีกด้วย ขณะเดียวกัน เมล็ดกัญชงไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น ผู้ที่ขออนุญาตปลูกแล้วสามารถนำเข้าเมล็ดได้จาก 3 แหล่งที่มา ประกอบด้วย การนำเข้าเมล็ดกัญชง เมล็ดพันธุ์รับรอง 4 สายพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน แต่ที่สำคัญคือจะต้องเป็นสายพันธุ์ที่ให้สาร THC ไม่เกินร้อยละ 1.0 ต่อน้ำหนักแห้ง

 

“ตามบทเฉพาะกาลของ พรบ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 ในระยะ 5 ปีแรก จะไม่อนุญาตนำเข้าทุกส่วนของกัญชง ยกเว้นเมล็ดเพื่อการปลูกเท่านั้น ไม่สามารถนำเข้าเมล็ดเพื่อนำมาสกัดทำในเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ผู้ที่จะใช้ประโยชน์จากกัญชงจะต้องเป็นสิ่งที่ปลูกใช้ภายในประเทศเท่านั้นไม่สามารถนำเข้าส่วนใดของกัญชงยกเว้นเมล็ดที่จะนำมาปลูก เพราะหากเปิดให้นำเข้าจากภายนอกได้เกษตรกรไทยก็จะปลูกไม่ทันเขา ทำให้เสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจไทย” ภก.สัญชัย กล่าว

 

ภก.สัญชัย กล่าวว่า ผู้ที่ขออนุญาตปลูกพืชกัญชง ก็สามารถขออนุญาตผลิตสกัดช่อดอกที่มีสาร CBD ได้ แต่ต้องมีสาร THC น้อยกว่า 0.2 เปอร์เซ็นต์ โดย อย. ก็ได้เปิดกฎหมายในการนำสารสกัดจากเมล็ดกัญชงมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ในรูปแบบ Hemp seed oil หรือใส่ในอาหารได้ แต่หากสกัดมาแล้ว มีสาร THC มากกว่า 0.2 จะต้องมีการขออนุญาตผลิตยาเสพติดแบบสกัดอีก 1 ใบตามกฎหมายยาเสพติด กล่าวในบทสรุปคือกัญชง ก็ยังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 อยู่ การปลูกต้องได้รับการอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย