แพทย์ แจงปมวัคซีน ผู้ใช้ข้อมูลเก่ามาอ้าง ลดทอนความเชื่อมั่น
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวประเด็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 ว่า ในปี 2564 ประเทศไทยได้จัดซื้อวัคซีนตามแผนที่กำหนด จำนวน 63 ล้านโดส ประกอบด้วยวัคซีนจาก ซิโนแวค 2 ล้านโดส แอสตร้าเซเนก้า 61 ล้านโดส ครอบคลุมคนไทยอย่างน้อย 30 ล้านคน เป็นไปตามแผนที่ได้แจ้งไว้คือ สิ้นปีนี้จะฉีดคนไทยอย่างครบถ้วน
นพ.โอภาส กล่าวว่า สถานการณ์การฉีดวัคซีนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจะมีการปรับแผนควบคู่กับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แผนการกระจายวัคซีนมุ่งไปในจังหวัดต่างๆ ฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และบุคลากรด่านหน้า โดยเฉพาะจังหวัดที่มีสถานการณ์ระบาดคือ สมุทรสาคร กรุงเทพและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงรอบนอก
“เราได้เสนอแผนต่อ ศบค. คณะรัฐมนตรี ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ จะเห็นได้ว่า แผนของเราได้รับการเห็นชอบและมีการแจ้งกับประชาชนเป็นระยะ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าเราสามารถฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 63 ล้านโดส ภายในปีนี้” นพ.โอภาส กล่าว
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า การฉีดวัคซีน ข้อมูลวันที่ 12 มี.ค. ฉีดไปแล้ว 4,269 คน ซึ่งรวมสะสม 44,409 คน โดยแบ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) 29,243 คน เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 9,591 คน ผู้ที่มีโรคประจำตัว 1,756 คน และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 3,819 คน ทั้งนี้ การกระจายวัคซีนแต่ละพื้นที่ฉีดได้เร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนด
“วัคซีนของแอสตร้าฯ มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าอาการที่เกิดจากลิ่มเลือดอุดตัน ไม่น่าจะเกิดจากวัคซีน สธ. กำลังรวบรวมข้อมูลที่เป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าจัดสรุปข้อมูลได้ต้นสัปดาห์หน้า หากไม่มีอะไรก็สามารถเริ่มฉีดวัคซีนได้ตามที่กำหนดไว้ทุกประการ” นพ.โอภาส กล่าว
นพ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนที่หลายคนถามคือแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทยเป็นอย่างไร เพราะได้รับข้อมูลข่าวสารจากหลายคน บ้างก็บอกว่าเราจะฉีดวัคซีนเสร็จสิ้นภายในปี 2565 หรือ 2566 ขออนุญาตย้ำว่า แผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย ทางคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง มีการแถลงแจ้งต่อประชาชนเป็นระยะ
“ซึ่งบางท่านได้เอาข้อมูลว่ากรมควบคุมโรค เสนอข้อมูลต่อกรรมาธิการสาธารณสุขเสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือน พ.ย. 2563 ว่าจะมีการฉีดวัคซีนครบถ้วนในปี 2566 จึงขอเรียนว่าขณะนั้นเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนมาใช้ การวิจัยยังไม่แน่ชัดว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคได้หรือไม่ ตอนนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่า กว่าจะมีวัคซีนใช้คงอีกหลายปี ดังนั้นแผนการเตรียมฉีดวัคซีนจึงเป็นข้อมูลในขณะนั้น” นพ.โอภาส กล่าว
นพ.โอภาส กล่าวว่า ต่อมา ครม. เห็นชอบอนุมัติจองซื้อวัคซีนแอสตร้าฯ 26 ล้านโดส ลงนามในสัญญา เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2563 จึงมีการปรับแผนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับวัคซีนที่เราคาดว่าจะได้ และฉีดได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเห็นว่าแม้แต่ในขณะนี้ต้นมี.ค. 2564 การวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เสร็จสิ้น การใช้ขณะนี้เป็นการใช้ภายใต้สภาวะการฉุกเฉินดังนั้นการปรับแผนการฉีดวัคซีนจะต้องปรับเป็นระยะให้สอดคล้องกัน เช่นเมื่อประเทศไทยมีการระบาดที่สมุทรสาคร ปทุมธานี กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อปลายปี 2563 เราจึงจำเป็นจะต้องนำวัคซีนจากซิโนแวคเข้ามา 2 ล้านโดส อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
ดังนั้นการฉีดวัคซีนจะมีการปรับเปลี่ยนแผนเสมอ รวมทั้งมีการขอซื้อวัคซีนจากแอสตร้าฯ เพิ่มจาก 26 ล้านโดสอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส และเมื่อรวมกับของซิโนแวคเป็นทั้งหมด 63 ล้านโดส ก็ปรับแผนให้ฉีดเร็วขึ้นคือภายในปี 2564 ซึ่งขอยืนยันว่าแผนทั้งหมดนี้ผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ, ครม.และ ศบค. อยู่แล้ว และแถลงต่อประชาชนและสื่อมวลชนเสมอ ซึ่งคิดว่าส่วนใหญ่ก็ทราบดีอยู่แล้ว
“ดังนั้นสำหรับผู้ที่ชอบอ้างว่าข้อมูลกรมควบคุมโรคนำเสนอต่อกรรมาธิการสาธารณสุขเมื่อเดือนพ.ย. 2563 ว่าเราฉีดวัคซีนให้กับประชาชนล่าช้านั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ขอย้ำว่าการนำข้อมูลเก่าที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงมานำเสนอกับประชาชนจะก่อให้เกิดความสับสนและทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก การต่อสู้กับเชื้อโรคที่ยากลำบากและต้องมาต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่จริง ไม่ตรงกับสถานการณ์ ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการจงใจหรือไม่ แต่มันส่งผลกับความเชื่อมั่นลดทอนความร่วมมือของพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้คนทำงานประสบความยากลำบากในการทำงานมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
ทั้งนี้ ตนขออนุญาตใช้โอกาสนี้นำเรียนกับประชาชน สื่อมวลชนให้เข้าใจว่า เราควรมาร่วมกันให้กำลังใจกัน แม้กระทั่งวันนี้เป็นวันหยุด แต่หลายๆ คนก็ไม่ได้หยุด ต้องลงพื้นที่ทำงาน และต้องการความร่วมมือในการต่อสู้กับเชื้อโรค ขอความกรุณารับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตรงกับความเป็นจริง ขออย่านำข้อมูลเก่ามาจงใจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทุกคน ขอให้ท่านได้ช่วยสื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนด้วย คนทำงานจะได้ทำงานสะดวกขึ้น

