ศาลสั่งย้าย”โตโต้-ไผ่-ไมค์”ไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้ให้มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน

15.03.21 | 13:37 น.

ศาลสั่งย้าย”โตโต้-ไผ่-ไมค์”ไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้ให้มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน อธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจย้ายผู้ต้องขังได้ตามกฎหมาย


เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรณีศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานคดีแกนนำราษฎรชุมนุม 19 กันยายนทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี โดยอ้างเป็นมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 แต่ผู้เกี่ยวข้องในคดี ผู้สังเกตการณ์ และผู้เดินทางมาให้กำลังใจส่วนหนึ่งได้เข้าไปในห้องพิจารณาคดี โดยในช่วง 12.00 น. ศาลได้อ่านคำสั่งในคำร้องขอย้ายเรือนจำนายปิยรัฐ จงเทพ แกนนำกลุ่มราษฎร โดยศาลอาญาได้พิเคราะห์ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าการคุมขัง นายปิยรัฐ ผู้ต้องหาที่ 1 ที่เรือนจำพิเศษธนบุรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 89 บัญญัติว่า หมายขังหรือหมายจำคุกต้องจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้น ในเขตของศาลซึ่งออกหมาย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นแสดงว่าการคุมขังต้องเป็นไปตามหมายศาล เว้นแต่มีการบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในกฎหมายอื่นซึ่งตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 40 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดระบบการจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังการควบคุมและการแยกคุมขังและการย้ายผู้ต้องขัง พ.ศ.2563 อันเป็นกฎหมายอื่นที่บัญญัติให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำหนึ่งไปอีกเรือนจำหนึ่งได้ หากเป็นคนต้องขังและคนฝากให้ขออนุญาตศาลก่อน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจะย้ายบุคคลดังกล่าวก่อนก็ได้ แต่ต้องรายงานให้ศาลทราบนั้น

เห็นได้ว่าการย้ายผู้ต้องขังต้องขออนุญาตศาลก่อนเว้นแต่มีเหตุจำเป็น อธิบดีกรมราชทัณฑ์จะย้ายบุคคลดังกล่าวก่อนก็ได้แล้วแจ้งให้ศาลทราบเพราะมิฉะนั้นแล้วการย้ายผู้ต้องขังจะเป็นการย้ายไปตามอำเภอใจและไม่เป็นไปตามหมายศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 89 ไปเสียทั้งหมด

เมื่อข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนปรากฏว่าวันที่ 8 มี.ค. มีกลุ่มมวลชนเป็นจำนวนมากที่ศาลอาญาและเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ 1 พฤติการณ์เช่นนี้ถือว่ามีเหตุอันจำเป็นที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจย้ายผู้ต้องหาที่ 1 ไปก่อนแล้ว แจ้งให้ศาลทราบได้เนื่องจากอาจจะมีการก่อเหตุร้ายหรือความไม่สงบเรียบร้อยหรือทำลายทรัพย์สินทางราชการหรือมีเหตุพิเศษอย่างอื่นแล้วข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการย้ายผู้ต้องหาที่ 1 ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรีชอบด้วยกฎหมายดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว อย่างไรก็ตามได้ความจากเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่าเหตุที่มีการนำตัวผู้ต้องหาที่ 1 ไปขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี เนื่องจากว่าวันดังกล่าวมีกลุ่มมวลชนเป็นจำนวนมากที่ศาลอาญาและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเหตุการณ์หลังจากวันที่ 8 มี.ค.ไม่มีมวลชนที่ศาลอาญาและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อันอาจจะมีการก่อเหตุร้ายหรือความไม่สงบเรียบร้อย หรือทำลายทรัพย์สินทางราชการ หรือมีเหตุพิเศษอย่างอื่นอีก แสดงว่าเหตุอันจำเป็นที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ย้ายผู้ต้องหาที่ 1 ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรีย่อมหมดสิ้นไปแล้ว

Advertisement

ประกอบกับเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้เบิกความ ว่าหากมีการนำผู้ต้องหาที่ 1 ไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯน่าจะไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการแออัดและโรคโควิด-19 เมื่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นับว่าเป็นเรือนจำที่มีขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลและบริหารจัดการที่ดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนักโทษคดีการเมืองคนสำคัญหลายคนไม่ว่าจะเป็น คดีกปปส. คดี นปช. และคดีนายอานนท์ นำภา กับพวกล้วนแต่อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่มีปัญหาอุปสรรค แต่อย่างใดเชื่อว่าอธิบดีกรมราชทัณฑ์สามารถควบคุมกำกับและดูแลได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิ์ผู้ต้องหาที่ 1 ให้มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมายและความยุติธรรม จึงมีเหตุอันสมควรให้นำผู้ต้องหาที่ 1 กลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งนี้หากมีเหตุอันจำเป็นที่เกิดขึ้นใหม่ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ย่อมมีอำนาจที่จะย้าย ผู้ต้องขังได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ต้องรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว อย่าให้เกิดการล่าช้าขึ้นอีก เพราะอาจทำให้คู่ความหรือประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายเข้าใจผิดและสับสนได้ว่าราชทัณฑ์ไม่ปฏิบัติตามหมายศาล และกฎหมายกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นตามคำร้องของทนายผู้ต้องหาที่ 1 อีกต่อไป เนื่องจากเป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ได้กำชับทนายผู้ต้องหาที่ 1 ให้มีความระมัดระวังเรื่องการให้ข่าวสื่อมวลชนและการโพสต์ข้อความต่าง ๆ ลงในเฟซบุ๊กและแอพพลิเคชั่นไลน์หรือสื่อสังคมออนไลน์อื่นเกี่ยวกับเรื่องที่พิจารณาคดีเนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อการพิจารณาคดี และความปลอดภัยได้ มิฉะนั้นจะมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรต่อไป

นายกฤษฎางค์ นุจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความจำเลย เปิดเผยว่า ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ,นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และ นายปิยะรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ 3 จำเลยย้ายที่ควบคุมตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพตามที่ขอไว้ โดยมีคำสั่งทันทีภายในวันนี้ ส่วนที่ขอให้ศาลรวมสำนวนคดีของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ,นายอานนท์ นำภา ,นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ,นายปฏิวัติ สาหร่ายแย้ม หรือ หมอลำแบงค์ รวมกับจำเลยอีก 18 คน คดีปักหมุดคณะราษฎร เนื่องจากเป็นคดีมูลฐานเดียวกัน ซึ่งจำเลยแจ้งว่าขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากไม่มีโอกาสได้หารือกับทนายความ และรวบรวมพยานหลักฐานทางคดี และคดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนการตรวจพยานหลักฐานออกไปเป็นช่วงบ่ายของวันนี้

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้แถลงต่อศาลถึงสิทธิ์ในการประกันตัวพร้อมกล่าวว่าคดีของตนอัยการได้เสนอเอกสารหลักฐานเป็นจำนวนมาก และอ้างราชทัณฑ์ไม่ให้นำคำฟ้องของอัยการเข้าไปในเรือนจำ แล้วจะต่อสู้คดีได้อย่างไร ส่วนคดีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวินที่ถูกฟ้องเพียงคนเดียวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น ศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน 19 เม.ย. นี้

นอกจากนี้ทนายระบุว่า บรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดี นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ได้แสดงออกถึงความต้องการให้สังคมรับรู้ว่า ศาลไม่ให้สิทธิ์ปล่อยชั่วคราว จะอดอาหารจนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว และยอมเจ็บปวด เป็นอันตรายต่อร่างกายตนเอง ส่วนกรณีเพนกวิน แถลงการณ์ในห้องพิจารณาคดี จะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลหรือไม่นั้น ขอให้เป็นการพิจารณาของศาล ส่วนตัวลำบากใจเพราะเป็นทนายความ

จำเลยอื่นๆก็หวังว่าจะได้รับการประกันตัว ซึ่งหวังว่าศาลจะเข้าใจ ซึ่งองค์คณะได้ชี้แจงว่าอำนาจของการพิจารณาปล่อยชั่วคราว เป็นอำนาจของผู้บริหารศาลอาญา