เครือข่ายค้านทำแท้งเสรีฯ จ่อยื่นหนังสือที่รัฐสภา ทบทวน กม.17 มี.ค.นี้ ชี้ปัญหาตามมาอื้อ!

16.03.21 | 15:26 น.
เครือข่ายค้านทำแท้งเสรีฯ จ่อยื่นหนังสือที่รัฐสภา ทบทวน กม.17 มี.ค.นี้ ชี้ปัญหาตามมาอื้อ!

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นพ.ภีศเดช สัมมานันท์ ประธานเครือข่ายคัดค้านการทำแท้งเสรี เปิดเผยถึงกรณีการแก้ไขกฎหมายให้หญิงทำแท้งเสรี ว่า กฎหมายเดิมผู้หญิงจะสามารถทำแท้งได้จะต้องมีข้อบ่งชี้ เช่น การตั้งครรภ์นี้มีผลต่อสุขภาพของมารดา หรือ การตั้งครรภ์เกิดจากความผิดทางอาญา เช่น การข่มขืน หรือการตั้งครรภ์ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นต้น แต่กฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 มาตรา 305(4) หญิงสามารถทำแท้งได้โดยไม่ต้องมีข้อบ่งชี้ใดๆ เพียงผู้หญิงยืนยันที่จะทำแท้ง ซึ่งสามารถทำได้จนถึงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 305(5) อนุญาตให้หญิงทำแท้งได้ถ้ามีการยืนยัน ถึงแม้ว่าจะต้องผ่านขั้นตอนของแพทยสภา หรือกระบวนการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ก็ตาม หากยืนยันก็สามารถทำได้ง่ายๆ

“เหมือนกับว่า ถึงแม้จะผ่านกระบวนการต่างๆ มาแล้วก็ตาม ถ้าหญิงยืนยันก็ทำได้ เท่ากับว่าไม่จำเป็นต้องมีข้อบ่งชี้ใดๆ อยู่ดี ทั้งมาตรา 301 มาตรา 305(4) มาตรา 305(5) เท่ากับว่าหญิงทำแท้งเสรีได้จนถึงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ซึ่งเป็นที่น่ากังวล อย่างมาตรา 301 ให้หญิงทำแท้งได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องทำโดยแพทย์ มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย เพราะขนาดทำโดยแพทย์ และทำในสถานพยาบาลยังมีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนได้ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต นอกจากนี้ การที่หญิงไม่ผ่านกระบวนการให้ความช่วยเหลือนั้น อาจจะทำให้ผู้หญิงเหล่านี้กลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ อาจจะมีปัญหาท้อง และทำแท้งเป็นวังวนเดิมๆ” นพ.ภีศเดช กล่าว

นพ.ภีศเดช กล่าวว่า ดังนั้นเรื่องนี้ เครือข่ายฯ ซึ่งมีทั้งแพทย์ และประชาชน จะเดินหน้าคัดค้านการทำแท้งเสรี 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1.การให้ความรู้กับผู้เกี่ยวข้องและสังคม ว่ากระบวนการทางสังคมคือจะให้ข้อเท็จจริงว่า ทารกในครรภ์ตั้งแต่กำเนิด ไม่ใช่เป็นแค่อวัยวะส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมดลูก

“แต่คืออีกหนึ่งชีวิตที่แยกจากมารดา และแยกจากมดลูกของมารดา เพราะฉะนั้นทารกก็ถือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งตามหลักการทางการแพทย์ ตั้งแต่ที่มีการปฏิสนธิก็มีการแบ่งตัวของโครโมโซมตัวอ่อนที่ต่างจากของมารดา ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า เขาไม่ใช่อวัยวะหนึ่งของมารดา และปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถตรวจพบการเต้นของหัวใจได้ตั้งแต่ทารกได้ 5 สัปดาห์” นพ.ภีศเดช กล่าว

นอกจากนี้ นพ.ภีศเดช กล่าวว่า 2.การผลักดันให้มีการทบทวนการออกกฎหมายดังกล่าว โดยในวันที่ 17 มีนาคมนี้ เครือข่ายฯ จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่รัฐสภา

Advertisement

“ความมป็นมนุษย์ เริ่มตั้งแต่มีการปฏิสนธิ และทางสิทธิมนุษยชนจะให้ความคุ้มครองเด็กตั้งแต่ก่อนคลอด และหลังคลอด ดังนั้น เมื่อนิยามของสิ่งมีชีวิตเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ เพราะฉะนั้นโดยหลักสิทธิมนุษยชนของเด็กก็ต้องได้รับการคุ้มครองตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิแล้ว อวัยวะต่างๆ ก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว หัวใจสามารถตรวจพบการเต้นได้ตั้งแต่ 5 สัปดาห์” นพ.ภีศเดช กล่าวและว่า เนื่องจากกฎหมายนี้ออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่ทันตั้งตัว ไม่มีใครได้รับทราบกระบวนการในการแก้ไข ทั้งหมอ และประชาชนจำนวนหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย จึงต้องพยายามชี้แจง ทำความเข้าใจกับสังคมว่า การกระทำแบบนี้ เป็นการละเมิดสิทธิการมีชีวิตอยู่ของทารกในครรภ์