เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายสุวิทย์ โคสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนวิจัยรอยเลื่อนมีพลัง สำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กรณีเกิดแผ่นดินไหวบนบกขนาด 6.8 แมกนิจูด บริเวณทิศตะวันตกของประเทศพม่า ต้องเฝ้าระวังการเกิดแผ่นดินไหวซ้ำ (อาฟเตอร์ช็อค) อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากไม่เกิดอาฟเตอร์ช็อคมีโอกาสเป็นไปได้ที่พม่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 7.0 แมกนิจูดขึ้นไป ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร และหลายจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ตาก แม่ฮ่องสอน ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ถือเป็นเรื่องผิดปกติของการเกิดแผ่นดินไหวที่ยังไม่เกิดอาฟเตอร์ช็อค เพราะอาฟเตอร์ช็อคจะมีขนาดเล็กกว่า 6.8 แมกนิจูด ทำให้กรมทรัพยากรธรณีต้องเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรมกลุ่มรอยเลื่อนอาระกันอย่างใกล้ชิดประมาณ 2-3 วัน หรือจนกว่าจะเกิดอาฟเตอร์ช็อคขึ้น จึงจะคลายความกังวล โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวอัตโนมัติของกรมทรัพยากรธรณี 60 สถานี และของกรมอุตุนิยมวิทยา 40 สถานี เบื้องต้นหากเกิดอาฟเตอร์ช็อค จะมีขนาดไม่ใหญ่ประมาณ 5.1 – 6.0 แมกนิจูด
นายสุวิทย์ กล่าวว่า แผ่นดินไหวดังกล่าว เกิดจากกลุ่มรอยเลื่อนอาระกันที่เกิดการเลื่อนตัวแบบย้อนกลับ ทำให้เมืองพุกามของพม่าได้รับความเสียหาย โดยก่อนหน้านี้ได้เกิดแผ่นดินไหวนำ (โฟร์ช็อค) 3 ครั้ง ก่อนเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ช่วงเย็นวันที่ 24 สิงหาคม เวลา 17.34 น. ทั้งนี้ การเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หากเกิดที่ระดับจากพื้นดินที่มีความลึกมากจะไม่กระทบมากนัก เช่น ที่เกิดในพม่าขนาด 6.8 แมกนิจูด ความลึก 90 กิโลเมตร แต่หากเกิดแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางเกิดตื้นจะกระทบรุนแรง เช่น ในอิตาลีขนาด 6.2 แมกนิจูด ความลึก 5 กิโลเมตร
นายมนตรี เหลืองอิงตะสุต ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรณ์แร่ กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวจังหวัดในภาคเหนือต่อไป โดยมีการเฝ้าระวังความเสี่ยง ด้านผลกระทบต่อเนื่องจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดหลุมยุบ หรือผนังถ้ำถล่ม ในพื้นที่อ่อนไหว เช่น ภูเขาหินปูน หรือถ้ำในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ในกรณีที่รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ได้รับผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหวในพม่า

