ผอ.สถาบันวัคซีนฯ มั่นใจ มิ.ย.ไทยอัตราฉีดวัคซีนโควิดพุ่ง ยันปลอดภัย
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า กรมควบคุมโรค และสถาบันวัคซีนฯ ได้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า หลังจากที่หลายประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) มีการชะลอการฉีดหลังมีรายงานการเกิดภาวะลิ่มเลือก พบว่า ข้อมูลล่าสุดที่องค์การอนามัยโลก และองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป หรือ EMA ระบุว่ายังไม่พบข้อมูลที่จะยืนยันว่าภาวะเกิดลิ่มเลือดจะเกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีน และหน่วยงานด้านควบคุมกำกับด้านยาของสหราชอาณาจักร ระบุว่าอัตราการเกิดลิ่มเลือดในผู้ได้รับวัคซีนนี้ พบได้ต่ำกว่าในประชากรทั่วไป จึงยังไม่มีมีข้อบ่งชี้ว่าการเกิดลิ่มเลือดอุดตันจะมาจากวัคซีน องค์การอนามัยโลก และอีเอ็มเอ ยังแนะนำให้ทุกประเทศฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ให้กับประชาชนทั่วไป
“ขอให้ประชาชนไทยมั่นใจจะได้เริ่มการฉีดวัคซีนใน 2 ชนิด ที่ประเทศไทยนำมาใช้ในขณะนี้ คือ ซิโนแวคที่มีข้อบ่งชี้การใช้กับกลุ่มประชากร 18-60 ปี และ วัคซีนแอสตร้าฯที่มีข้อบ่งชี้ให้ใช้ในคนอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุไม่ว่าจะอายุเท่าไร โดยเฉพาะผู้สูงอายุมีข้อมูลการฉีดวัคซีนอย่างมาก เพราะว่า ประเทศแถบยุโรป สหราชอาณาจักรมีการใช้วัคซีนแอสตร้าฯ ในผู้สูงอายุเป็นกลุ่มต้นๆ และในสหราชอาณาจักรมีการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ แล้วมากกว่า 16 ล้านโดส เพราะฉะนั้นข้อมูลด้านความปลอดภัย วัคซีนมีผลในการชะลอโรค ชะลอการป่วยรุนแรง เมื่อสหราชอาณาจักรมีการฉีดวัคซีนมากขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นแนวโน้มของโรคดีขึ้น คือจำนวนการป่วยลดลง” นพ.นคร กล่าว
นพ.นคร กล่าวอีกว่า ประเทศไทยได้มีการจัดหาวัคซีนทั้งของซิโนแวคในช่วงไตรมาส1-2 ของปี 2564 คือ กุมภาพันธ์-พฤษภาคม จะมีวัคซีนแม้ว่าจำนวนจำกัดเป็นสถานการณ์ทั่วโลกว่าวัคซีนยังมีอยู่จำกัด การผลิตวัคซีนก่อนหน้ายังทำได้น้อย ซึ่งที่ได้มีการติดต่อมีเพียงวัคซีนซิโนแวคเท่านั้นที่สามารถจัดส่งให้ได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนในช่วงไตรมาส1-2 เพื่อนำมาใช้เป็นมาตรการเสริม ในการจัดการระบาดของโรคในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ระบาด ควบคู่กับมาตรการป้องกันโรคที่วางไว้และทำได้อย่างเข้มแข็ง แต่เมื่อจำนวนวัคซีนมีมากขึ้นจากการที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของอาเซียน จะทำให้ไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนจำนวนมาก ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ก็จะสามารถเร่งการฉีดวัคซีนได้
“ข้อกังวลว่าประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ล่าช้า เป็นข้อจำกัดจากจำนวนวัคซีนที่มีอยู่ ซึ่งเป็นสถานการณ์พบได้เหมือนกับประเทศอื่น แต่ถ้าจะเทียบกับประเทศที่มีการจองซื้อไว้ล่วงหน้าจำนวนมากกว่าประชากรในประเทศหลายเท่าตัวคงเทียบกันไม่ได้ แต่ยืนยันว่าเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป อัตราฉีดวัคซีนของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ที่จะอุ่นใจได้ในการผ่อนคลายมาตรการในระยะต่อไป และแม้ว่าการเข้ารับวัคซีนของคนไทยจะเป็นสิทธิ แต่ถ้าถือเป็นหน้าที่ด้วย เหมือนกับการสวมหน้ากากที่ไม่ได้ยังคับแต่คนไทยก็ร่วมมือ ก็จะทำให้ไทยสามารถปิดจบการระบาด โควิด19 ได้ในเวลารวดเร็ว ควบคู่กับมาตารการป้องกันโรคที่ดีอยู่แล้ว” นพ.นคร กล่าว
นพ.นคร กล่าวอีกว่า การกำหนดกลุ่มอายุในการรับวัคซีนชนิดใดนั้น มาจากการวิจัยในคนระยะที่ 3 ว่ามีการทดลองในกลุ่มอายุใด เมื่อมาขึ้นทะเบียนก็จะอนุญาตให้ใช้ในกลุ่มอายุตามที่มีการวิจัยก่อน ระหว่างนั้นก็มีการเก็บข้อมูลอายุไปเรื่อยๆ ซึ่งวัคซีนซิโนแวค วิจัยในผู้ที่อายุ 18-60 ปี เมื่อขึ้นทะเบียน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็อนุญาตให้ใช้ในคนอายุ 18-60 ปี แต่ถ้าอนาคตมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมถ้าผลในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่ต่างจากคนอายุ 18-60 ปี ก็จะอนุญาตให้ใช้ ก็จะทำให้ไทยขยายกลุ่มอายุใช้ซิโนแวคได้ด้วย ส่วนวัคซีนแอสตร้าฯ การวิจัยในคนระยะที่ 3 ไม่ได้กำหนดกลุ่มอายุ และมีผู้สูงอายุจำนวนพอสมควร อย.จึงอนุญาตให้ใช้ได้ตามกลุ่มอายุที่ทดลอง คือ ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุไม่ว่าอายุเท่าไร
“เพียงแต่ช่วงนี้ที่มีวัคซีนจำกัด และไทยมีวัคซีนซิโนแวคมากก็ให้ใช้ซิโนแวคในกลุ่มคนมากก่อน ส่วนแอสตร้าฯ มีจำนวนวัคซีนน้อยก็เน้นกลุ่มผู้สูงอายุก่อน แต่ไม่ได้เหมายความว่าวัคซีนแอสตร้าฯ จะใช้ได้เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ใช้ได้ในทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และเมื่อมีวัคซีนทยอยส่งมอบให้ไทยมากขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ ไทยก็จะฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ในทุกกลุ่มอายุแน่นอน ตามแผนการดำเนินการของกรมควบคุมโรคที่ทยอยฉีดตามกลุ่มประชากรที่วางแผนไว้” นพ.นคร กล่าว

