สบส.ดันนวดไทยสู่มรดกโลก ‘ปิยะสกล’ หารือท่องเที่ยวขับเคลื่อน ธ.ค.นี้

26.08.16 | 12:10 น.
ภาพจากสบส.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน เยี่ยมชมรันตีสปา  โรงแรมรอยัลริเวอร์แคว รีสอร์ทแอนด์สปา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี  ซึ่งเป็นสปาที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพตั้งแต่พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา  มีพนักงานบริการ 5 คน โดยมีบริการด้านการเสริมความงามและนวดราชสำนักเพื่อคลายเครียด  ส่งเสริมสุขภาพ   โดยมอบเอกสาร แผ่นพับ ประชาสัมพันธ์ให้เตรียมความพร้อมขอใบอนุญาตประกอบกิจการสปาเพื่อสุขภาพตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพพ.ศ. 2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 27 กันยายน 2559 เป็นต้นไป

น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ถือเป็นกฎหมายฉบับสำคัญที่จะเอื้อให้มีการนำภูมิปัญญาของประเทศไทยมาใช้อย่างกว้างขวางในการสร้างเศรษฐกิจรายได้เข้าประเทศ  ทั้งสมุนไพรซึ่งไทยเป็นแหล่งสมุนไพรที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และนวดไทย นำมาใช้ในการส่งเสริมดูแลสุขภาพได้อย่างเต็มภาคภูมิ  ซึ่งสบส.มีแนวคิดที่จะส่งเสริมเพิ่มมูลค่าการนวดไทยให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย ต้องสัมผัสจากมือที่เป็นคนไทยเท่านั้น   โดยผลักดันให้นวดไทยเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากหลายฝ่าย และนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นชอบในหลักการเรียบร้อยแล้ว สบส.จะเร่งเดินหน้าตามขั้นตอน

“นวดไทยขณะนี้  ส่วนใหญ่จะให้บริการอยู่ในกิจการสปาเพื่อสุขภาพ ซึ่งแพ็คเกจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ   กำลังได้รับความนิยมจากต่างประเทศเป็นอันมาก  ข้อมูลล่าสุดในปีพ.ศ. 2556 รายได้ไทยจากสปามูลค่า 28,500 ล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก   โดยรายได้ทั่วโลกจากสปามูลค่า 305,000 ล้านบาท” น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าว

ทั้งนี้ การนวดไทยที่จะผลักดันให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ประกอบด้วย 3 ประเภทได้แก่ นวดแบบราชสำนัก นวดแบบเชลยศักดิ์ และนวดแบบพื้นบ้าน แต่ละภาคมีความแตกต่างกัน  แต่ใช้หลักการเดียวกันคือบีบ นวด กด  คลึง คลำ ขยำ   โดยสบส. ได้หารือร่วมกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงวัฒนธรรม และสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ภาคเอกชน ทำการรวบรวมข้อมูล หลักฐานต่างๆที่เกี่ยวกับการนวดไทย รวมทั้งข้อมูลการประอบวิชาชีพนวดไทยที่สร้างรายได้ทั้งในสถานบริการนวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพโดยตรง และในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพทั้งในประเทศ และต่างประเทศซึ่งคาดว่ามีกว่า 20 ประเทศ อาทิ นอร์เวย์, สวีเดน ,สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, เยอรมัน จีน  ออสเตรเลีย เป็นต้น  เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน   ประมาณเดือนธันวาคม 2559  จากนั้นจะเสนอให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของคณะกรรมการมรดกโลก (Bureau of the World Heritage Committee) ซึ่งจะมีการประชุมที่กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศสทุกปี