อนุทิน-สาธิต จูงมือฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็ม 2 เปิดแผนกระจาย 8 แสนโดส 22 จว.
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่สถาบันบําราศนราดูร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เข็มที่ 2 จากบริษัท ซิโนแวค พร้อมสังเกตอาการ เป็นเวลา 30 นาที โดยหลังเฝ้าดูอาการครบเวลาที่กำหนด ทุกคนได้โชว์ใบรับรองการฉีดวัคซีน (Vaccine Certificate) และไม่มีรายใดเกิดอาการผิดปกติหรือรับผลข้างเคียงจากการรับวัคซีนครั้งนี้แต่อย่างใด

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เข้ารับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มที่ 2 จากบริษัท ซิโนแวค และหลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยง จะได้รับวัคซีนที่ผลิตในประเทศ จากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จึงขอให้ความมั่นใจว่า วัคซีนมีความปลอดภัย และการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 มีประโยชน์มาก ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ตามกำหนดแล้ว จะได้ใบรับรองการฉีดวัคซีน ซึ่งมีทั้งรูปแบบกระดาษที่เป็นหลักฐานทางราชการ และรูปแบบคิวอาร์โค้ด (QR code)
“หลังจากที่มีวัคซีนโควิด-19 จำนวน 800,000 โดส จากซิโนแวค ก็จะมีการกระจายไปยัง จ.ภูเก็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจ เพื่อการเปิดธุรกิจท่องเที่ยว ส่วนคำว่า เปิดประเทศ หมายถึงเมื่อทุกคนได้รับวัคซีนในระดับหนึ่งแล้ว เราก็จะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ มากขึ้น ด้วยการออกใบรับรองการฉีดวัคซีน เริ่มมีการเจรจาประเทศจับคู่บับเบิ้ล (Bubble) ซึ่งรอเปิดกว้างกับหลายประเทศ โดย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เริ่มเจรจากับสถานทูตหลายประเทศ ขั้นตอนเริ่มดำเนินการไปเรื่อยๆ และจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละประเทศ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เนื่องจากยังไม่ได้มีการทำสัญญาข้อตกลงกันอย่างเป็นทางการ” รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า หลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป วัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้า จะเริ่มฉีดเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านโดส ซึ่ง 1 ขวด จะฉีดได้ประมาณ 12 คน และเมื่อเปิดขวดแล้ว จะต้องฉีดภายใน 6 ชั่วโมง ส่วนการฉีดวัคซีนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังล่าช้า ได้หารือกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว โดยกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค จะเข้าไปช่วยเร่งฉีดวัคซีน
ผู้สื่อข่าวถามถึงคลัสเตอร์การระบาดที่เพิ่มมากขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการระบาดในสถานกักกันของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมือง เป็นเรื่องที่ดีที่ตำรวจดักจับได้
“ส่วนคลัสเตอร์ที่พบ เช่น สมุทรสาคร ปทุมธานี ตลาดบางแค ฯลฯ ที่กระจายเป็นสะเก็ดไฟ ตอนนี้ก็ดักจับได้หมดแล้ว หลังจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ก็จะรอเวลาประมาณ 2-3 เดือน ที่จะเห็นผลการตอบสนองต่อวัคซีน และดูว่า อัตราการแพร่เชื้อลดลงไปหรือไม่ ทั้งนี้ ขอย้ำว่า ผู้ที่ลักลอบเข้ามาและตรวจพบเชื้อ อยู่ภายใต้การควบคุม พร้อมทั้งจัดตั้งโรงพยาบาล (รพ.) สนาม ที่สโมสรตำรวจแล้ว” นายอนุทิน กล่าวและว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ร่างกายแข็งแรง และไม่แสดงอาการป่วย บางคนอาจไม่ต้องให้ยา อาจดูอาการ 10 วัน หากไม่พบเชื้อก็ถือว่าหมดเชื้อแล้ว ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ หลังจากนั้นก็จะหาวิธีการผลักดันให้ออกนอกประเทศ

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในจำนวน 800,000 โดส ว่า คาดว่า วันที่ 26 มีนาคมนี้ หากการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการตรวจสอบเอกสารวัคซีนจะครบถ้วน และจะพร้อมฉีดให้ประชาชนได้หลังวันที่ 28 มีนาคม โดยแผนการกระจายวัคซีนสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ก็จะเป็นไปตามเป้าหมายเพื่อลดการติดเชื้อและเสียชีวิต กลุ่มที่ 1 ประมาณ 300,000 โดส จะฉีดในพื้นที่ระบาด เช่น กรุงเทพฯ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร จังหวัดรอบๆ ไปจนถึง อ.แม่สอด จ.ตาก กลุ่มที่ 2 ประมาณ 300,000 โดส เพื่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งจะมีจำนวนที่มาก เช่น พัทยา จ.ชลบุรี จ.ภูเก็ต อ.เกาะสมุย และ กลุ่มที่ 3 ประมาณ 200,000 โดส ฉีดในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่เสี่ยงสัมผัสผู้ติดเชื้อ เช่น ตำรวจ ตม. อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่มีความจำเป็นอื่น เช่น นักกีฬา ในนามตัวแทนประเทศที่จะไปแข่งในระดับนานาชาติ เป็นต้น
“ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ 1 และ กลุ่มที่ 2 จะรวมทั้งหมด 22 จังหวัด ส่วนกลุ่มที่ 3 ไม่ได้ระบุจังหวัดเนื่องจากว่า จะมีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่น ที่มีโอกาสสัมผัสกับผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ทั่วประเทศอยู่แล้ว ในส่วนนี้ไม่ได้จัดสรรจำนวนวัคซีนลงในพื้นที่ แต่ได้มีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดส่งจำนวนบุคลากรที่จะรับวัคซีนว่ามีจำนวนเท่าไร แล้วทางเราจะจัดสรรให้ตามจำนวนที่แจ้งมา” นพ.โอภาส กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีรายงานข่าวการฉีดวัคซีนของซิโนแวคที่ฮ่องกง แล้วมีผู้เสียชีวิต นพ.โอภาส กล่าวว่า ข่าววัคซีนของทุกยี่ห้อ เมื่อมีรายงานข่าวผลข้างเคียงที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อมีการสอบสวนสาเหตุไปแล้วส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน จึงขอประชาชนว่าอย่ากังวล ปัจจุบันทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ไปแล้ว 100 กว่าล้านโดส พบว่าเสียชีวิตไม่ถึง 100 คน และส่วนใหญ่เมื่อสอบสวน สาเหตุก็สรุปว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนแต่อย่างใด สำหรับสถานการณ์การฉีดวัคซีนของประเทศไทย ขณะนี้ดำเนินการฉีดไปแล้วกว่า 80,000 โดส มีผู้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม แล้ว 300 กว่าคน ยังไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรงจนต้องเข้าคณะกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด
ด้าน นพ.โสภณ กล่าวว่า กรณีการตรวจพบผู้ติดเชื้อในสถานที่กักตัวคนหลบหนีเข้าเมืองนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง มีเจ้าหน้าที่เพียง 1 คน ที่มีการติดเชื้อ ซึ่งจากการสอบสวนโรค พบว่ามีเพียงเพื่อน 2 คนเท่านั้น ที่มีความเสี่ยง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังสังเกตอาการ

