สธ.แจงเหตุผู้ป่วยเส้นเลือดแตก ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ชี้ตัวโรคเสี่ยงเกิดเหตุเฉียบพลันได้ตลอด

26.03.21 | 13:38 น.

สธ.แจงเหตุผู้ป่วยเส้นเลือดแตก ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ชี้ตัวโรคเสี่ยงเกิดเหตุเฉียบพลันได้ตลอด

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 พร้อมด้วย รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ แถลงข่าวประเด็นข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของผู้ป่วย ภายหลังจากที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19


นพ.โสภณกล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ด้วยโรคเส้นเลือดในช่องท้องโป่งพองและแตก เป็นเหตุให้เสียชีวิต จากระบบการติดตามอาการของผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วใน 30 วัน ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์บัญชีทางการหมอพร้อม ซึ่งจะติดตามสอบถามอาการในวันที่ 1 7 และ 30 หลังจากฉีดวัคซีน เพื่อดูเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเราสามารถตรวจจับเหตุการณ์นี้ได้ และหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือว่ามีความรุนแรง เนื่องจากเสียชีวิต ดังนั้นจึงต้องมีระบบสอบสวนว่าเกิดจากอะไร แต่ในฐานะที่ตนเป็นแพทย์และรับผิดชอบบริหารโครงการนี้ จึงค่อนข้างมั่นใจว่า เกิดจากเส้นเลือดในช่องท้องแตกและไม่น่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19 แต่จะต้องรอฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สรุปข้อมูลอีกครั้ง

นพ.โสภณกล่าวว่า เราประเมินแล้วว่าระบบติดตามดี มีมาตรฐานสามารถตรวจจับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างเช่นเหตุการณ์ในต่างประเทศ เช่นยุโรปหรือที่ไหนก็ตาม เมื่อมีเหตุการณ์ขึ้นก็จะมีการตรวจสอบ เช่น ฉีดวัคซีนแล้วมีการเสียชีวิตในคนที่มีอายุมาก หลังจากสอบสวนก็พบว่าไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน เป็นเพียงเหตุบังเอิญร่วม (Coincidnce) ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเหตุบังเอิญ อย่างเช่นที่ผ่านมาเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนที่เราจะฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ที่ทางการแพทย์ก็ให้ชะลอไปก่อน เป็นไปตามระบบเพื่อความปลอดภัย

Advertisement

“หากเปรียบเทียบก็คือเรามีระบบป้องกันขโมยตามบ้าน ติดสัญญาณเสียง เมื่อมีเสียงดังขึ้นแสดงว่าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว อันนี้ก็เช่นกัน เมื่อมีสัญญาณดังแล้วก็เข้าไปตรวจสอบ เมื่อไปตรวจสอบแล้ว พบว่าเสียงกันขโมยที่เกิดขึ้น เกิดจากลมพัดหน้าต่างเปิด เราดีที่มีระบบตรวจจับสิ่งผิดปกติ เราตรวจจับได้ก็ไปสอบสวน แล้วพบว่าไม่ได้มีขโมย เพียงแต่หน้าต่างเปิดเพราะลมพัดแรง เหมือนที่เราตรวจจับผู้เสียชีวิตได้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน” นพ.โสภณกล่าว

นพ.โสภณกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการเรียนรู้เรื่องความรอบรู้ของประชาชนด้านสุขภาพ (Health literacy) ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 การเข้าถึงข้อมูล ด้านที่ 2 เข้าใจข้อมูล และด้านที่ 3 คือนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ในวันนี้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล เพราะ สธ.ไม่ได้มีการปิดบัง ต่อไปคือความเข้าใจ เพื่อให้ทราบว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร และจะเกิดเป็นพฤติกรรมตัดสินใจว่า จะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้เพราะเราจะต้องฉีดวัคซีนถึงสิ้นปี อาจมีเหตุการณ์หรือสัญญาณกันขโมยดังขึ้นมาอีก แต่หากเรารับรู้และทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นและพฤติกรรมจะเป็นอย่างไร

นพ.โสภณ กล่าวว่า ประเด็นที่ 1 อนุกรรมการได้ดูข้อมูลที่เราฉีดวัคซีนมาประมาณ 120,000 โดส มั่นใจในวัคซีนทั้ง 2 ชนิด มั่นใจในระบบ มั่นใจในบุคลากรที่ให้บริการ ในอนาคตอันใกล้จะมีการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล(รพ.) ขยับไปในสถานีอนามัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล(รพ.สต.) หรือโมบายคลินิคเคลื่อนที่ อย่างเช่นที่กรุงเทพมหานครที่ไปฉีดในชุมชนเขตบางแค

นพ.ทวี กล่าวว่า ข้อมูลจากคณะกรรมการสอบสวน เบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิต เป็นผู้ป่วยชาย อายุ 41 ปี ในจ.สมุทรปราการ มีโรคประจำตัวเดิม คือ โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง เมื่อปลายเดือนม.ค. ได้รับการผ่าตัดใน รพ. แห่งหนึ่ง จากนั้นก็อยู่ใน รพ.ประมาณ 40 วัน หลังจากนั้นแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ เมื่อกลับบ้านไป 1 สัปดาห์ ก็เห็นว่าอาการปกติดีและด้วยตัวเองมีความเสี่ยงเป็นโรคประจำตัว หลังจากบ้านได้ประมาณ 1 สัปดาห์จึงไปฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 3 มี.ค. หลังจากนั้นก็อาการดีมาโดยตลอด มีการรายงานข้อมูลอาการหลังฉีดผ่านหมอพร้อม ปรากฎว่าผู้ป่วยรายงานข้อมูลในวันที่ 1-3 หลังรับวัคซีน ว่าอาการปกติดี แต่หลังวันที่ 7 หลังฉีดวัคซีน ผู้ติดตามไม่สามารถติดต่อได้ โดยในวันถัดมาคือวันที่ 8-9 หลังจากฉีดวัคซีน ผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก เวียนศีรษะ เป็นลมจึงเข้ารักษาที่ รพ.แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นอาการทรุดลง และเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ก็เสียชีวิต แพทย์จึงสรุปว่าผู้ป่วยรายนี้น่าจะเสียชีวิตจากหลอดเลือดแดงใหญโป่งพองและแตกหรือรั่ว ซึ่งเป็นโรคเก่าของผู้ป่วย

“โรคนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลาในร่างกาย แต่รายนี้บังเอิญไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อประมาณ 10 วันที่แล้ว ซึ่งทางการแพทย์ คณะผู้เชี่ยวชาญทางแทย์โดยสรุปแล้วว่า ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน จึงขอเล่าถึงโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง จากหัวใจมีเส้นเลือดใหญ่มากออกมา แตกแขนงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย แต่ว่าจะพาดลงไปที่ช่องอก ลงไปที่ช่องท้อง และลงไปที่ขาทั้ง 2 ข้าง หลอดเลือดโป่งพองถือเป็นความผิดปกติจะเกิดขึ้นใน กลุ่มผู้อายุมาก เนื้อเยื่อเสื่อมสลาย กลุ่มผู้มีโรคหัวใจ ความดันสูง กลุ่มไขมันในเลือดสูง ผู้สูบบุหรี่ และส่วนน้อยเกิดจากความพิการแต่กำเนิด ปัญหาใหญ่ของโรค คือ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หลายรายตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น ทำ เอ็กซเรย์ หรือทำCT Scan ช่องอกแล้วพบโดยบังเอิญ หรือหากมีอาการก็จะเจ็บหน้าอก หลัง หรือปวดท้องเฉียบพลัน บางรายมีก้อนเต้นได้บริเวณหน้าท้อง ได้ยินเสียงเลือดพุ่งดัง ฟู่ๆ” นพ.ทวีกล่าว

นพ.ทวี กล่าวว่า สำหรับการรักษาหากเป็นก้อนเล็กก็เฝ้าระวังและลดความเสี่ยง แต่หากเป็นก้อนใหญ่แตกหรือรั่วจะต้องผ่าตัดทันที ซึ่งโอกาสรอดมีไม่มากเหมือน เพราะเส้นเลือดแดงใหญ่เหมือนท่อประปาขนาดใหญ่ถ้าแตกจะทำให้เลือดออกอย่างรวดเร็วความดันสูงมาก แต่หากเป็นก้อนใหญ่แต่ไม่รั่ว ไม่แตก ก็อาจรักษาโดยการใส่สเต็นท์ เหมือนกับหลอดเลือดหัวใจ หรือใส่หลอดเลือดเทียมก็ได้ เพราะฉะนั้น การรักษาคือพยายามลดความเสี่ยงของตัวเอง และเฝ้าดูอาการเจ็บหน้าอก มึนศีรษะ เวียนหัว

เมื่อถามว่าปกติรายงานคนที่เสียชีวิตมักมีรายงานโรคประจำตัว แล้วส่วนใหญ่สรุปว่าไม่เกี่ยวกับวัคซีน เป็นไปได้หรือไม่ที่วัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดการเสียชีวิต นพ.ทวี กล่าวว่า เรามีคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญแต่ละด้าน มาพิจารณา เช่น กรณีนี้จะมีแพทย์ด้านโรคเลือดมาร่วมพิจาณาอย่างรอบคอบ ประกอบกับข้อมูล ผลตรวจทางแล็บ อยู่เฉยๆ เรามาคิดเองไม่ได้ และหากเจออะไรก็จะสั่งให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อถามถึงข้อห้ามการรับวัคซีน นพ.ทวี กล่าวว่า 1.การแพ้ส่วนประกอบในวัคซีน แต่วัคซีนนี้เป็นวัคซีนใหม่ จึงไม่มีใครรู้ อย่างไรก็ตาม หากมีคนแพ้วัคซีนในเข็มแรกแล้วก็จะไม่ให้ฉีดเข็มสอง 2. คนมีโรคประจำตัวที่ยังคุมอาการไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หลังรับวัคซีนแล้ว วัคซีนจะเริ่มทำงาน อาจจะทำให้มีอาการ หากมีอาการรุนแรง 95% มักจะเกิดขึ้นใน 30 นาที ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ปวด แดง ร้อน บริเวณที่ฉีด มีไข้ ซึ่งพบได้ใน 24-48 ชม. หากกินนี้ต้องไปพบแพทย์