สธ.วอน รพ.เอกชน ร่วมทีมปท.ไทย ผนึกกำลังดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19

16.04.21 | 17:44 น.
สธ.วอน รพ.เอกชน ร่วมทีมปท.ไทย ผนึกกำลังดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19

เมื่อวันที่ 16 เมษายน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในขณะนี้ มีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องมีการบูรณาการความร่วมมือการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และการบริหารจัดการเตียงอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยกรมการแพทย์ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (UHosNet) กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร (กทม.) และโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน ซึ่งที่ผ่านมา ได้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก รพ.เอกชน หลายแห่ง นำโดยนพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และ นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี เลขาธิการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ด้านต่างๆ จนถึงกระบวนการที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (admit)

 

“อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังหาเตียงไม่ได้อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยต้องอยู่ที่บ้านซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงทั้งบุคคลในครอบครัวและชุมชน จึงขอเชิญชวน รพ.เอกชน ทุกเครือข่ายร่วมเป็นทีมประเทศไทยแก้ไขปัญหาวิกฤตคืนความสุขแก่ประชาชน” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

นพ.สมศักดิ์ กล่าวถึงกรณีวิพากษ์วิจารณ์ว่า รพ.เอกชน มีการเลือกปฏิบัติต่อคนติดเชื้อโควิด-19 โดยหากเป็นประชาชนทั่วไปให้ไปรอที่บ้าน ระหว่างหาเตียงส่งต่อ ส่วนดารา คนมีชื่อเสียงหากตรวจพบเชื้อโควิด-19 จะให้แอดมิต ว่า สธ. และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. กำชับชัดเจนว่าผู้ติดเชื้อทุกคนต้องเข้ารับการรักษาใน รพ. หรือสถานพยาบาลที่กำหนดไว้

Advertisement

“ที่ผ่านมา เราก็พยายามขอความร่วมมือเครือข่าย รพ.เอกชน ผ่านทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชนกำหนดให้ รพ.แห่งใดตรวจเจอผู้ติดเชื้อโควิด-19 ก็ต้องรับดูแล หากไม่มีเตียงก็ขอให้ประสานส่งต่อข้ามเครือข่าย ซึ่ง รพ.เอกชน โดยส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือดี แต่เท่าที่ทราบก็มี รพ.เอกชนบางแห่งที่ยังให้ความร่วมมือไม่ดีนัก ก็อยากจะวิงวอน อ้อนวอน ระยะนี้ถ้าเปรียบไปก็เหมือนกับสงคราม ทุกคนควรต้องช่วยกันเพื่อชีวิตของประชาชน ถ้ารับตรวจคนไข้แล้วก็ต้องรับผิดชอบในการแอดมิตในเครือข่าย รพ.เอกชน ซึ่งหากเตียงไม่ว่าง เราจะไม่ว่าเลย แต่เราดูข้อมูล ตรวจสอบตัวเลขเมื่อเย็นวันที่ 15 เมษายน ก็พบว่ายังมีเตียงว่างอยู่ 700-800 เตียง นั่นแปลว่ามีปัญหาเรื่องของการส่งต่อข้ามเครือข่าย แล้วส่งมาให้สายด่วน 1668 กับ 1330 ทั้งหมด ซึ่งบางทีก็เป็นไปได้ยาก เพราะปกติต้องรับข้อมูลจากทั้งห้องปฏิบัติการ (แล็บ) และหน่วยตรวจเคลื่อนที่ด้วย และยังต้องโทรเยี่ยมผู้ติดเชื้อระหว่างรอด้วย เรื่องนี้ได้หารือกับนายกสมาคมฯ แล้ว ขอร้อง รพ.เอกชนอีก 3-4 แห่ง เมื่อตรวจแล้วช่วยรับคนไข้ หรือหาที่ส่งต่อให้ด้วย” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการแบ่งผู้ป่วยว่าใครเป็นใคร แต่ สายด่วน1668 กรมการแพทย์ ที่ประสานกับสายด่วน 1330 สปสช. นั้น จะแบ่งคนไข้เป็นเขียว เหลือง โดยเฉพาะสีแดง ซึ่งมีอาการแล้วจะพยายามหาเตียงใน รพ.อย่างสุดความสามารถ วันนี้ กรมการแพทย์ เปิดฮอสปิเทล (Hospitel) แล้ว 300 เตียง ก็จะพยายามย้ายคนไข้จาก รพ.ของกรมการแพทย์ไปอยู่ฮอสปิเทล แล้วให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระดับสีแดงเข้ามาอยู่ใน รพ.แทน

เมื่อถามว่าการส่งคนติดเชื้อไป รพ.สนาม หรือฮอสปิเทล พิจารณาอย่างไร นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนไปตรวจที่ไหน เป็นไปตามต้นสังกัดที่ตรวจ ซึ่งในกรุงเทพมหานคร ตกลงกันว่าหากเป็นการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก กทม.จะเป็นผู้จัดหาเตียง ซึ่งส่วนใหญ่ กทม.จะใช้ รพ.สนาม แต่หากเป็นผู้ติดเชื้อจากระบบ หรือของกรมแพทย์ ก็มีการเปิดฮอสปิเทลเหมือนกับโรงเรียนแพทย์ เพราะฉะนั้นไม่ได้มีการแบ่งแยกนาย ก. เส้นใหญ่ไปฮอสปิเทล หรือนาย ข. ไม่มีเส้นให้ไป รพ.สนาม

ด้าน นพ.เฉลิม กล่าวว่า ขณะนี้ สมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจาก รพ.เอกชน เป็นส่วนใหญ่ในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 การหาเตียงให้ผู้ป่วย รวมถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างดี แต่ยังพบว่ามี รพ.เอกชน ขนาดเล็กบางเครือที่รับตรวจหาเชื้อโควิด-19 แต่ไม่ได้ดำเนินการหาเตียงเพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จึงส่งผลให้ผู้ป่วยต้องตกค้าง หรือไม่มีเตียงอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง และ รพ.เอกชน บางแห่ง ไม่ส่งต่อคนไข้ข้ามเครือข่ายของ รพ.เอกชน ด้วยกัน และได้รับการร้องเรียนว่าบางแห่งเก็บค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ดังนั้น ขอความร่วมมือ รพ.เอกชนทุกโรงพยาบาล ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน และช่วยผู้ป่วยให้ได้รับการรักษากลับมาใช้ชีวิตปกติและมีความสุข เป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป