“บัณฑูร ล่ำซำ” นำร่อง “น่านแซนด์บ็อกซ์” ฟื้นป่า-รักษ์น้ำ-ลดภัยแล้ง

20.04.21 | 18:28 น.

“บัณฑูร ล่ำซำ” นำร่อง “น่านแซนด์บ็อกซ์” ฟื้นป่า-รักษ์น้ำ-ลดภัยแล้ง

หลายปีที่ผ่านมา มักได้เห็นถึงความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งและฝนไม่ตกตามฤดูกาลปริมาณน้ำฝนที่ปรวนแปร และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ


ที่สำคัญไม่แค่สร้างความเสียหายต่อการใช้ชีวิตประจำวัน กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร

ยังรวมถึงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและงบประมาณประเทศ ที่ต้องเพิ่มเงินเป็นแสนล้านบาทต่อปี ในการเข้าช่วยเหลือและลดปัญหาแบบซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วย

จึงทำให้หลายองค์กรขนาดใหญ่และทางวิชาการ ออกมาสะกิดให้หน่วยงานรัฐเร่งมือและเตรียมรับมือระยะยาว ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดปัญหา

Advertisement

พร้อมกับหลายหน่วยงานภาคเอกชน เริ่มทำโครงการในรูปแบบต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อการบริหารจัดการน้ำที่เกิดตามธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โดยดึงคนในท้องถิ่นมาเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ

วันนี้ “มติชน” ขอนำอีกแนวคิด ผ่านโครงการ “รักษ์ป่าน่าน” และโครงการ “น่านแซนด์บ็อกซ์” ภายใต้การลงมือเต็มตัวของ บัณฑูร ล่ำซำ (คุณปั้น) ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย

“รักษ์ป่าน่าน” เป็นโครงการตามพระราชดำริของกรมสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเริ่มมาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว

ส่วน “น่านแซนด์บ็อกซ์” เป็นโครงการทดลองที่มีเป้าหมายขอคืนพื้นที่ป่าส่วนหนึ่ง หลังจากเห็นว่าผลเสียที่ชาวบ้านถางทำไร่ข้าวโพดจนเกิดเขาโล้น ต้นน้ำเสียหาย ให้กลับคืนเป็นพื้นที่ป่า โดยที่ชาวบ้านสามารถทำกินอยู่ร่วมกับป่าได้

บัณฑูรเล่าว่า มันเป็นโจทย์ที่ทำให้ชีวิตผมมีความหมาย จุดเริ่มจากที่ผมได้ท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน ย้อนไปก็กว่าสิบปี ไปเยือนหลายต่อหลายครั้ง ก็หลงเสน่ห์ของความสงบ ความน่ารักของผู้คน จนเกิดเป็นความผูกพัน ถึงกับเขียนนิยาย “สิเนหามนตาแห่งลานนา” ออกสู่ตลาดปี 2556 ถ่ายทอดความรู้สึกเกี่ยวกับจังหวัดน่าน ประกอบกับสื่อออนไลน์ นำเสนอภูเขาหัวโล้น (ภูโกร๋น)

อีกทั้งกรมสมเด็จพระเทพฯทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าเป็นห่วงพื้นที่ป่าในจังหวัดน่านเสียหายไปเยอะ ควรเข้าไปดูแลแก้ปัญหาเรื่องนี้

จึงรู้สึกว่าตัวเองในฐานะบุคคลหนึ่งที่ผูกพันกับจังหวัดน่าน ต้องเข้าไปศึกษาและหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ จึงเกิดเป็นโครงการ “รักษ์ป่าน่าน” ในปี 2557

น่านเป็นจังหวัดที่มีความเป็นป่ามากสุดแห่งหนึ่งของไทย สัดส่วนประมาณ 85% ของพื้นที่จังหวัด หรือมีพื้นที่ประมาณ 6.4 ล้านไร่ ป่าสงวนชั้นต้น ที่อุดมด้วยต้นไม้ทึบสูง เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำน่าน หนึ่งในแม่น้ำสี่สาย ที่รวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา และ 40% ของมวลน้ำมาจากแม่น้ำน่าน

ถือเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์มากสุดของเมืองไทย คนกับป่าอยู่กันมาเป็นร้อยปี ตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ทวด จนกระทั่งกระแสทุนนิยมเข้ามา ก่อนแรงผลักให้เกิดกิจกรรมการทำกิน การค้าขาย การหารายได้

โดยเลือกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำการเกษตร โดยปลูกพืชไวต่อการเก็บและทำเงิน อาทิ ข้าวโพด เพียงไม่กี่ปีตามข้อมูลปี 2559 น่านที่มีพื้นที่ทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป่าสงวนมีเพียง 15% จากที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวนถูกรุกล้ำถึง 28% หรือประมาณ 1.8 ล้านไร่

เพื่อไม่ให้การรุกล้ำป่าและต้นน้ำเสียหายหนักไปกว่านี้ บัณฑูรกับทีมงานจึงจัดโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์ ในปี 2561

“เราระบุตัวเลข 72:18:10 เป็นเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ของโครงการ ซึ่งได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติการแก้ปัญหาป่าต้นน้ำน่านด้วยสูตรนี้ จากนั้นก็หารือกับหลายหน่วยงาน อย่างคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เรื่องการจัดสรรพื้นที่ให้ถูกต้องต่อการใช้พื้นที่ สูตร 72:18:10 ของน่านแซนด์บ็อกซ์ คือ ต้องรักษาพื้นที่ป่าที่เหลือ 72% ไม่ให้ถูกรุกเข้าไปอีก ส่วน 18% ต้องคืนกลับมาเป็นพื้นที่ป่า โดยให้ปลูกต้นไม้ใหญ่ตามที่กรมป่าไม้ระบุว่าเป็นไม้ในป่าสงวน และอนุญาตให้ชาวบ้านปลูกพืชที่สามารถเจริญเติบโตใต้เงาร่มไม้ใหญ่ได้

“ส่วนอีก 10% ให้ปลูกพืชเศรษฐกิจแต่ยังเป็นพื้นที่ป่าสงวนตามกฎหมายอยู่ เพียงอนุญาตให้ใช้พื้นที่ปลูกพืชที่สร้างสรรค์และทำรายได้ ดีกว่าปลูกข้าวโพดพืชที่ใช้พื้นที่มากแต่ให้รายได้น้อย เช่น สมุนไพรไทย กัญชา เพื่อป้อนให้โรงพยาบาล หรือป้อนโรงงานผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูป พร้อมกันนี้ก็ได้เข้าไปพูดคุยกับชุมชนในท้องถิ่น เพื่ออธิบายและร่วมกันหารูปแบบที่เหมาะสมที่จะนำไปสู่การใช้พื้นที่จังหวัดน่าน ที่จะให้ตั้งรายได้ต่อประชาชนในพื้นที่ดีกว่ารายได้ที่ทำอยู่ เมื่อเขามีรายได้เพียงพอ พอใจ ปัญหาฟื้นคืนป่าต้นน้ำ การรักษาป่าต้นน้ำ ลดปัญหาแล้งหรือขาดแคลนน้ำ และระบบเศรษฐกิจฐานรากแย่ลง ก็จะหมดไป”

ดังนั้น การเจรจากับชาวบ้านจึงเริ่มขึ้น บัณฑูรเล่าถึงขั้นตอนที่กำลังทำอยู่ เริ่มที่การเข้าไปช่วยเหลือประชาชน คือ การเข้าไปดูแลเรื่องสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 170 แห่ง และโรงพยาบาลอำเภออีก 15 แห่ง ที่งบประมาณรัฐไม่เพียงพอ รวมถึงช่วยเหลือด้านสวัสดิการในส่วนที่ขาดแคลน อย่างศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน ได้มอบอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน

อีกทั้งทำต้นแบบและจูงใจปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เริ่มที่พืชสมุนไพรที่ใช้แปรรูปเป็นยา ควบคู่กับการหาองค์ความรู้ การค้าขายในพื้นที่ที่เป็นป่าด้วย และต้องเรียนรู้ที่จะคุยกันให้เข้าใจตรงกันได้ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเขาย้ำว่าพื้นที่นั้นมีความตื่นตัวดี และมีความคืบหน้าในระยะหนึ่งแล้ว

จากวันที่ก่อตั้งโครงการและเพื่อให้โครงการได้คืบหน้า การใช้เงินเพื่อการผลักดันก็เป็นอีกโจทย์ที่บัณฑูรต้องวางพื้นฐานในระยะยาวด้วย ก่อนหน้านี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทย แต่ในอนาคต บัณฑูรมองไปถึงการหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเศรษฐีระดับโลกในหลายประเทศมองเห็นปัญหาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดปัญหาน้ำและพื้นป่า หนึ่งในนั้นคือสหรัฐอเมริกา

“ภรรยาม่ายของสตีฟ จ็อบส์ เป็นเป้าที่ผมจะต้องเข้าหาตัว อาจเข้าถึงลำบาก ผมคงต้องไปหาทางก่อน แต่รู้ว่าเขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย เมื่อสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ ผมจะเดินทางไปสหรัฐทันที เพื่อเข้าให้ถึงตัวเป้าหมายที่จะของบประมาณสนับสนุน แต่ในระหว่างที่ยังไม่สามารถเดินทางได้ ทางโครงการได้เตรียมการในเชิงโครงสร้างทางกฎหมาย เพราะผู้ที่บริจาคไม่ว่าจะเป็นฝั่งไทยหรือต่างประเทศต่างก็ต้องการที่จะลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งการดำเนินการในไทยไม่ได้ยุ่งยากมากนัก แต่การดำเนินการในต่างประเทศนั้นมีโครงสร้างของเขา ต้องไปติดต่อสำนักงานกฎหมายต่างชาติ อาจมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายเยอะ แต่ในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อโครงการที่จะสามารถบรรลุถึงเป้าหมาย เชื่อว่าไทยมีแรงดึงดูดมากพอที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง”

บัณฑูรทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่อาจระบุเวลาเป้าหมายว่าน่านแซนด์บ็อกซ์จะบรรลุเป้าหมายตามสูตร 72:18:10 ในปีไหน

แต่มุ่งมั่นให้โมเดลน่านแซนด์บ็อกซ์ เป็นตัวอย่างเพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยที่หลายจังหวัดมีปัญหาลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องปัญหากักน้ำไม่เพียงพอ ป่าลด ภาวะร้อนแล้งเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี

ดังนั้น “แซนด์บ็อกซ์” จริงๆ คือ รัฐกับประชาชนสามารถทำงานด้วยกันได้ โดยดึงองค์ความรู้ของทุกฝ่าย และความเข้าใจบนพื้นฐานที่แฟร์ของทุกฝ่าย เป็นการพบกันครึ่งทาง

เมื่อประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หยุดการรุกล้ำพื้นที่สงวน จุดกำหนดทำลายแหล่งน้ำ ทำลายพื้นป่า จนก่อปัญหาพื้นที่แห้งแล้ง ก็จะหมดลง

เพียงทุกฝ่ายร่วมกันทำอย่างจริงจัง!?!